นักศึกษา

ห่างหายไปจาก exteen ไปนานมากตั้ังแต่เริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ ตอนนี้สอบจบแล้วเรียบร้อยครับ และได้มาทำงานที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ (องค์การมหาชน) สำนักงานใหญ่  เชียงใหม่   

ที่จริงแล้วที่ไม่ได้เล่น exteen เลย นอกจากงานที่ต้องคิด ต้องทำ ต้องวางแผน ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาเล่นเนต อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะว่าผมไปติด facebook เข้าอย่างจังนั่นครับ ด้วยความสามารถในการค้นหา "เพื่อน รุ่นน้อง รุ่นพี่ รวมถึงอาจารย์" ที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน  ทั้งจากสมัยประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งรวมกลุ่มผู้สนใจทางวิชาการในเรื่องคล้ายๆ กัน  แล้วเวลาผมมีบทความอะไรก็มักจะเอาไปแลกเปลี่ยนกันเองมากกว่า ทำให้เวลาท่องเนตส่วนใหญ่ไปอยู่กับ facebook เสียอย่างนั้น  

ล่าสุดผมได้เข้าร่วมในกิจกรรมโอลิมปิกดาราศาสตร์ครั้งล่าสุด  ก็ได้เห็นรูปแบบการแข่งขันและข้อสอบ ผมมีความรู้สึกสงสัยและกังขาว่า การแข่งขันแบบนี้สร้างบุคคลที่สนใจวิทยาศาสตร์และกลายเป็นนักวิจัยได้จริงหรือ?  

เพราะประสบการณ์ในช่วงทำวิจัยระดับปริญญาเอก กับสภาพการเรียนในระดับมัธยมของผมนั้น “ต่างกันโดยสิ้นเชิง” ทั้งเป้าหมาย วิธีการ และทัศนคติ   ผมเห็นว่าการเรียนในระดับมัธยมที่บิดเบี้ยวไปด้วยการติวเพื่อสอบแข่งขัน เข้ามหาวิทยาลัย ชิงทุน หรือแม้แต่แข่งขันกันเค้าค่ายโอลิมปิควิชาการ เป็นคนละเรื่องกับการทำิงานด้านวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเพื่อวิทยาศาสตร์ประยุกต์ หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ในช่วงเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งเ้น้นการวิัจัยเหมือนที่

ผมได้พูดคุยกับกัลยาณมิตรทางวิชาการหลายท่านใน facebook และได้แสดงความคิดเห็นออกไปในเชิงที่ว่า การแข่งขันโอลิมปิควิชาการไม่ควรเป็นการแข่งกันทำข้อสอบหรือแลบกริ๊ง (การสอบแลบที่เอาเวลามาเป็นตัวบีบคั้นในระดับมหาวิทยาลัย)  หากแต่ควรเป็นการร่วมมือกันทำงานวิจัย เขียนบทความรายงาน แล้วนำเสนอ  เฉกเช่นเดียวกับการทำงานของนักวิจัยในชีวิตจริง 

เสียงจากเมืองไทยส่งข้ามไปถึงอังกฤษ  รุ่นพี่คนหนึ่งจากภาควิชาชีววิทยา มช. ที่รู้จักกัน และติดต่อกันผ่าน facebook  ได้โพสต์ลิงค์บทความชิ้นนี้มาให้ พร้อมทั้งให้คำโปรยว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นคล้ายกับสิ่งที่ ศ.ดร. Warren Y. Brockelman เคยเขียนไว้ในวารสาร Science Asia ฉบับที่ 33 ปี 2550  ผมเล็งเห็นว่าบทความชิ้นนี้มีประโยชน์ น่าเสียดายที่อาจจะเผยแพร่ได้ไม่มากนัก เพราะเป็นบทความในวารสารวิชาการที่จำนวนคนอ่านไม่ได้กว้างขวางนัก อีกทั้งกำแพงภาษาอาจจะเป็นปัจจัยลดทอนอีกประการหนึ่ง จึงได้ทำการแปลโดยได้รับความช่วยเหลือจากรุ่นพี่คนเดิมในการให้คำแนะนำ ดัดแปลง แก้ไข เกลาสำนวนให้ดียิ่งขึ้น จากนั้นก็โพนต์ลงเป็น note ของ facebook  ก็ได้รับความสนใจจากพี่ๆ เพื่อน และรุ่นน้องหลายคน  ดังนั้นผมจึงนำมาโพสต์อีกครั้งใน stardustblog.exteen.com  แห่งนี้ด้วยเผื่อผู้ใดสนใจครับ

บทความแปลเรื่อง เราจะสร้างนักวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร

โดย วัชราวุฒิ กฤตินธรรม 
National Astronomical Research Institute of Thailand, watcharawuth[at]narit.or.th

จากต้นฉบับเรื่อง How to Produce a Scientist โดย Prof. Dr. Warren Y. Brockelman 
ภาควิชาชีววิทยา, คณะวิทยาศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, กรุงเทพฯ 
และ ศูนย์เพื่อชีววิทยาอนุรักษ์, ISTRD, มหาวิทยาลัยมหิดล, ศาลายา, นครปฐม, ประเทศไทย
Email: wybrock@cscoms.com
[Online available] 
http://www.scienceasia.org/2007.33.n4/367.html

บทคัดย่อ
บทความนี้วินิจฉัยบนพื้นฐานของประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน ประกอบกับประสบการณ์ของเพื่อนและผู้ร่วมงานหลายท่าน ว่าอะไรทำให้คนหนุ่มสาวผลักดันตัวเองเข้าสู่สายงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นคำถามหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และพ่อแม่ผู้ปกครอง ผมเสนอว่าความชอบและความสามารถในการทำงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิดเพียงบางส่วน อีกทั้งสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องถูกบ่งชี้ด้วยระดับ IQ สูง มีความเป็นไปได้มากว่า สภาพแวดล้อมภายในบ้านมีอิทธิพลต่อการพัฒนาความสนใจในวิทยาศาสตร์และทัศนคติทางวิทยาศาสตร์มากกว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนตามรูปแบบที่เน้นการเรียนโดยท่องจำและการอยู่ในโอวาท ปัจจัยสำคัญยิ่งยวดซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาความสามารถทางวิทยาศาสตร์นอกเหนือไปจากการเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐานนั่นก็คือ “ภาษาอังกฤษ” และ “คณิตศาสตร์” อันเป็นจุดอ่อนในโรงเรียนของไทย ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จมีอุปนิสัยที่สำคัญคือ “จิตวิญญาณที่ชอบถกโต้เถียงด้วยเหตุผล” และ “ความสามารถในการสื่อสา