Science

บันทึกย่อจากการบรรยายโดย Prof.Dr. Roger Kornberg ผู้ได้รับรางวัลโนเบิล ทางคณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  และมูลนิธิ Bridge  ได้เชิญทานมาบรรยายในหัวข้อ  "Basic Science, The Hope of Progress"(วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ความหวังแห่งความก้าวหน้า)   เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปีที่แล้ว โดยมี  พล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ ให้เกียรติมาเป็นประธานในการบรรยาย

บรรยากาศค่อนข้างดี คนเต็มห้องบรรยายตึก L (หรือตึกกลม  บางคนเรียกตึกจานบิน บางคนเรียกยานอวกาศ)  มีทั้งถ่ายทอดทาง IPTV  และที่อัดเป็นเทปไว้  ส่วนผมก็ได้สรุปใจความ และจดตามที่เข้าใจมาด้วย ก็เลยขอนำมาเสนอไว้ใน  blog สำหรับคนที่พลาดหรือไม่อาจมาได้

เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ด้าน  Biomedical Science

  1. มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเมื่อ 100 ปีก่อน  จากการค้นพบ รังสีเอกซ์(R-rays)และสารปฏิชีวนะ(Antibiotics) ทำให้สามารถศึกษาโครงสร้างภายในของตัวอย่างโดยไม่ต้องเข้าไปสัมผัสโดยตรง(ใช้รังสีเอกซ์ยิงผ่าน) ตลอดจนนำไปสู่การปรับแต่พันธุกรรม
  2. การค้นพบข้างต้นนำไปสู่ การเปิดแดนความรู้ในรูปแบบใหม่
  3. สามารถใช้แก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องสัมผัสตัวอย่าง เช่นใช้รังสีเอกซ์วิเคราะห์โครงสร้างภายในทั้งร่างกายมนุษย์ หรือแม้แต่โครงสร้างของยีน การใช้ยาปฏิชีวินะกับการรักษาโรค เช่น ยาเพนิซิลลิน  หรือราบางชนิดที่ฆ่าแบคทีเรียได้
  4. นำไปสู่การเรียนรู้กลไกทางชีววิทยา และสามารถนำควบคุมกลไก(คาดหวังการควบคุมโดยสัมบูรณ์)

ธรรมชาติของการค้นพบ

  1. เป็นการค้นพบหลักการพื้นฐานของธรรมชาติ  เช่นโครงสร้างของยีน การค้นพบจุลชีวัน กฎพื้นฐานทางฟิสิกส์  
  2. เป็นผลพลอยได้จากงานวิจัยที่ไม่ได้คาดหวังมาก่อน หรือ "ค้นพบโดยบังเอิญ" นั่นเอง
  3. เกิดขึ้นเมื่อความรู้เดิมถึงขีดจำกัด  เมื่อความรู้เดิมถึงขอบเขตที่ใหช้งานได้เต็มที่ และไม่อาจแก้ปัญหาบางชนิดได้ การค้นพบกฎพื้นฐานย่อมเป็นการเปิดแดน(Frontier) ไปสู่ขอบเขตความรู้ใหม่  และการประยุกต์ใช้แบบใหม่ๆ

บทบาทของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม

  1. รัฐบาลควรสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐาน และสนับสนุนในระยะยาว
  2. ไม่ว่าประเทศเล็กหรือใหญ่ ก็ควรสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐาน
  3. ทว่ายังคงต้องฝ่าฝันกับอุปสรรคจาก วัฒนธรรมหรือค่านิยมของท้องถิ่นที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหาความรู้ หรืองานวิจัยพื้นฐาน
  4. สนับสนุนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่
  5. ภาคอุตสาหกรรมควรสนับสนุนการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี

วิทยาศาสตร์และสังคม

  1. วิทยาศาสตร์มีความเป็นสากล ไม่ขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
  2. ความรู้และการศึกษาจะไม่เพิ่มปัญหาให้กับสังคม
  3. วิทยาศาสตร์พื้นฐานเป็นกระบวนทัศน์สำหรับการแก้ไขปัญหาสังคม 
  4. วัฒนธรรมที่ฝังรากในสังคมมีผลกระทบต่อวิทยาศาสตร์  เช่น หากสังคมเป็นแบบอนุรักษ์นิยมไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายๆ นัก  ศาสตร์ที่ผลิกวิธีคิดแบบเดิมๆ อาจไม่ได้รับการยอมรับง่ายๆ นัก

วิทยาศาสตร์และศาสนา

  1. ต่างก็มุ่งหวังจะอธิบายความลึกลับของธรรมชาติ
  2. วิทยาศาสตร์ให้คำอธิบาย   บ่อยครั้งที่เป็นคำอธิบายเชิงนามธรรม
  3. วิทยาศาสตร์วางอยู่บนฐานของภววิสัย ความจริงที่ตรวจสอบได้โดยไม่ขึ้นกับบุคคล  (ไม่ว่าใครก็ต้องตรวจสอบได้เหมือนกัน)
นอกจากนี้ตัว ดร.โรเจอร์ เองยังอธิบายถึงหลักการทำงานของการส่งผ่านข้อมูลทางพันธุกรรม(genetic information) ซึ่งเป็นพื้นฐานของงานวิจัยของเขาเล็กน้อยครับ  สรุปได้ว่า
DNA---> RNA (นำข่าวสาร แล้วนำไปถอดรหัสเพื่อผลิต) ---> Protein 
โดยเคยมีความพยายามที่จะใช้แสงซินโครตรอนเข้าไปศึกษาโครงสร้างในระดับที่เล็กกว่าไมโครเมตร หรือ 1/1,000,000  เมตร
 

เกือบ 30-45 นาทีของการบรรยายก็จบลง พร้อมด้วยช่วงถามตอบคำถาม จริงๆ ก็ถามกันหลายคนครับ แต่ผมเลือกเอาส่วนที่เข้าใจ หรือไม่เป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปนัก(บางคนถามเรื่องการนับถือศาสนา) หรือบางทีก็เป็นเรื่องทางเทคนิคของสายชีวแพทย์ไปเลย

ตัวอย่างเช่น

1.  คุณจะแนะนำนักศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตร์อย่างไรเกี่ยวกับการเรียนในสาขานี้

Roger : ควรศึกษาให้กว้าง ไม่ใช่แค่เรียน Hard Science อย่างเดียว  แต่ควรศึกษาด้านสังคมศาสตร์ การประยุกต์ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน  รวมมั้งประสบการณ์อื่นๆ

2. Democracy(ประชาธิปไตย) และ วิทยาศาสตร์ ส่งเสริมหรือหักล้างกันหรือไม่อย่างไร

Roger :  วิทยาศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองมาก  อิสระภาพทางวิชาการ อิสระภาพทางความคิด เกิดได้ในโลกประชาธิปไตย  (หากเป็นระบอบเผด็จการแล้วนักวิทยาศาสตร์ย่อมต้องถูกจำกัดขอบเขตการทำงานแน่นอน : ผมคิดเอง)  ประชาธิปไตยให้อิสระตรงนี้ได้

 แล้วก็จบการบรรยายเท่านี้ครับ   คราวหน้าหากได้มีโอกาสไปฟังบรรยายที่มีประโยชน์จากนักวิชาการหรือผู้รู้ท่านใด  ก็จะไปฟัง บันทึกมาเล่นสู่กันฟังอีกครับ

ปล. Manchester United 3:0 Chelsea FC.    ขึ้นอันดับ 3  ตามจ่าฝูงอยู่ 5  แต้ม แต่แข่งน้อยกว่า 2 นัด(ุ6 แต้ม)  นอนหลับฝันดีแน่ๆ    เขาว่ากันว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว    เป็นจ่าฝูงยิ่งหนาว  แต่ลมหนาวจากอันดับ 3 เริ่มกรรโชกแล้ว