Books


หลังจากตีพิมพ์เปเปอร์ไปแล้ว (ใครสนใจคลิกอ่านได้ที่นี่)  พิมพ์วิทยานิพนธ์เสร็จไปแล้วครึ่งเล่ม  รวมทั้งไปเสนองานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที 35 ที่บางแสน 

ก็ต้องให้รางวัลชีวิตด้วยการกลับบ้าน(เชียงใหม่)  พึ่งกลับมาเมื่อวานนี่เอง  ด้วยนกแอร์ลำเขียวๆ ลัดฟ้าจาก CNX ถึง ดอนเมือง ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง  เพราะไม่อยากเสี่ยงกับรถไฟที่อาจจะโดนปล่อยลงกลางทางที่ไหนไม่รู้  เลยตัดใจซื้อเวลาด้วยการขึ้นเครื่องบินซะเลย (ไม่ง้อรถไฟละ)  

ทันทีที่ติดตามข่าวจากบลอก wanwan เวอร์ชันภาษาไทย ก็ต้องมุ่งหน้ามาศูนย์ประชุมสิริกิติ์โดนพลัน เพื่อมาขอลายเซ็นวานวานโดยเฉพาะกันเลยทีเดียว (ที่ลืมไม่ได้คือหนังสือของวานวานอีกเล่ม) 

ทันทีที่มาถึงงานก็ลองชักภาพถ่ายบรรยากาศกันหน่อยแต่พอเดินเข้าเพลนารีฮอล์เท่านั้นแหละ ดูเหมือนจะมีเจ้าหน้าที่เดินมาถามว่า "มีบัตร press รึเปล่า?"  เราก็งงสิ เพราะถ่ายรูปต้องใช้บัตรด้วยหรือ เค้าก็บอกว่าถ้าไม่ใช่บัตรสื่อมวลชน(ผู้มีบัตรเพรส) จะถ่ายด้วยกล้อง DSLR ไม่ได้ (แต่กล้องคอมแพคกับกล้องมือถือถ่ายได้)  ก็เลยรับปากว่าไม่ถ่ายก็ได้ครับ เก็บลงกระเป๋าไป     แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมต้องห้าม เพราะปกติงานที่ห้ามกล้องจำพวก DSLR (อนุญาตเฉพาะสื่อมวลชน) นั้น จะเป็นงานแสดงสินค้า หรืองานนิทรรศการ ที่จำเป็นต้องสงวนรักษาทรัพย์สินทางปัญญา เช่น  งานอัญมณี งานแสดงศิลปะ งานแสดงสินค้าใหม่ๆ  งานคอนเิสิรต์  งานวิทยาศาสตร์(สำหรับบางบูทที่เข้มงวดจริงๆ)  งานแสดงนวัตกรรมใหม่ เป็นต้น

Note แต่งานจำพวกนี้อนุญาตให้เอากล้องคอมแพคเข้าได้  ทั้งๆ ที่กล้องคอมแพคหลายรุ่นถ่ายด้วยรายละเอียดที่ดีพอๆ กับ DSLR ด้วยซ้ำ แถมยังสามารถถ่ายวิดีโอได้ก่อน DSLR (และดีด้วย)    กล้องคอมแพคเป็นเครื่องมือที่ดีในการแอบถ่ายหนัง หรือคอนเสิรต์ ในขณะที่กล้อง DSLR ทำไม่ได้  (แต่ตอนนี้ทำได้แล้ว แต่ขนาดใหญ่เทอะทะ ยกขึ้นมาก็เห็นกันทั้งบางแ้ล้ว) ด้วยขนาดที่เล็กซ่อนสะดวกขอแค่แอบพก memory card เข้าไปเยอะๆ หรือทำเป็นขบวนการก็ง่ายสบายๆ 

แล้วทำไมงานหนังสือต้องห้าม DSLR? ทั้งๆ ที่ถ้าใครอยากจะลอกงานเขียนก็ซื้อไปเป็นเล่มเลยยังง่ายกว่า หรือจะกลัวเราแอบถ่ายส่องสาว แต่กล้องคอมแพคกับกล้องติดมือถือน่ะยังน่ากลัวกว่า DSLR ตั้งเยอะ  ทั้งเล็ก ซ่อนง่าย ถ่ายง่ายไม่ต้องปรับนู่นนี่ เหมือน DSLR  แต่ก็ช่างเถอะ เพราะพอเดินเข้าไปก็เห็นคนถือกล้อง DSLR ถ่ายกันเยอะแยะทีเดียว แถมเลนส์ซูมน่ากลัวกว่าเราอีก  

เป้าหมายคือบู๊ทนานมีเพื่อมายืนต่อแถวได้ประมาณ 20 นาที เราก็ค่อยๆ เคลื่อนไป จนได้เจอวานๆ กับคุณเบียร์ (ซึ่งตอนแรกยังไม่รู้ว่าใช่)  

 

วานวานกำลังเซ็นชื่อให้แฟนๆ

ส่วนผมก็ต้องฝากกล้องให้เพื่อนช่วยถ่ายรูปให้ (ถ่ายรูปตัวเองกับนักเขียนเป็นที่ระลึกนะครับ ไม่ไปถ่ายใครที่ไหนมากกว่านี้หรอก)

เห็นคุณคนหนึ่งพูดจีนกับแม่คุณวานวานได้คล่องมาก ส่วนผมพูดได้คำเดียวว่า "เซี่ย เซีย" เอิ้ก (พึ่งรู้ว่าพูดภาษาจีนเป็นมันได้เปรียบกว่าคนอื่นยังนี้นี่เอง) คงต้องไปหาเรียนเพิ่มเติมเสียแล้ว

ชูสองนิ้วแต่คนหน้าเบลอ เอิ้ก

 

ขอลายเซ็นวานวานก็ลงมาแล้วได้คุยกับคุณเบียร์ คุณเบียร์ทักผมว่าตามข่าวมาจาก blog exteen ใช่ไหม?  พร้อมทั้งแนะนำตัวเสร็จสรรพ  ผมก็ตอบว่าใช่ครับ ทำท่าตกใจเล็กน้อยเพราะคุณเบียร์ในจินตนาการต่างกับตัวจริงนิดหน่อย   แล้วก็ไม่ค่อยมีเวลาคุยกันเลยเพราะคนหลังๆ ก็เบียดมา

จริงๆ อยากบอกคุณเบียร์ว่าชอบสำนวนแปลคุณเบียร์ ดูอารมณ์ของตัวหนังสือกับคำศัพท์ถือว่าสอดคล้องกับภาพของวานวานและบุคลิกของนักเขียนได้ดีทีเดียว  ถึงจะมีภาษาแสลงตามสมัยนิยมบ้าง ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตรงกันข้ามถ้าใช้ศัพท์แสงมาตรฐานก็จะไม่ค่อยสอดคล้องกับตัวงาน อาได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เลือกมาว่าเจ้ารักใคร

ก่อนกลับก็ขอถ่ายภาพกับคุณแม่วานวานเสียหน่อย

 แก้ตัวๆ รูปนี้คุณแม่ไม่หลับตาล่ะ

 

คุณแม่ใจดีและเป็นกันเองกับทุกคนมาก(เหมือนหลุดมาจากหนังสือ "อยู่บ้านทั้งวันได้ไหมเนี่ย" เลยทีเดียว)