แด่ว่าที่เด็กมหาวิทยาลัย(สายวิทย์)
posted on 14 Mar 2009 03:07 by stardustblog in Academicตอนนี้หลายๆ คนที่สอบ A-Net , O-Net และสอบปลายภาคเสร็จแล้ว ก็คงจะชื่นมื่น(???)กับการจบการศึกษาระดับ มัธยมปลาย และรอคอยผลคะแนน เืพื่อนำไปยื่นสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย สำหรับ Admission กลาง และอีกหลายคนที่ผ่านการสอบตรงเข้าทั้งแบบ admission หรือ Quota ของมหาวิทยาลัย/คณะ มีที่เรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ย้อนไปในช่วงเวลานั้น(แปลว่าเราแก่แล้วสินะ รำลึกความหลังอยู่ได้
)
ก็คงจะต้องเผชิญกับสิ่งที่กำลังจะพลัดพราก เพื่อนที่คุ้นเคย
โรงเรียนที่เคยคุ้น สาวที่แอบมอง(แต่ไม่กล้าแม้บอกความในใจ...
ฮิ้วววววววว) พิธีจบการศึกษา อันเป็นการบ่งบอกว่า
ฉันจะต้องอยู่ที่นี่เป็นวันสุดท้าย.....
ฉันจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าสู่โลกที่กว้างกว่าเดิม....
แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นก้าวแรก ในรั้วอุดมศึกษา ไม่ว่าที่ใดก็ตาม มีนาคม เมษายน พฤษภาคม ไม่ใช่ 3 เดือน ที่จะโยนทิ้งไปกับการเอ้อละเหยลอยชายแต่เพียงอย่างเดียว ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรทำตลอด 3 เดือน สำหรับน้องๆ สายวิทย์ ที่อาจจะเข้าคณะกลุ่มวิทย์เทคโนโลยี(วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตร ฯลฯ) หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ(แพทย์ เภสัช เทคนิคการแพทย์ พยาบาล ฯลฯ) ก็คือ ให้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมสู่มหาวิทยาลัย
-
อ่านหนังสือใหม่ทั้งหมด (โปรดอ่านอีกครั้ง
ไม่ได้อ่านผิดหรอก บอกให้อ่านใหม่จริงๆ) ไม่ได้โอเวอร์นะครับ
แต่ควรอ่านเพื่อทบทวน "สาระสำคัญ" ไม่ใช่ว่าเรียนจบจะโยนหนังสือ ม.ปลาย ทิ้งได้ เนื้อหาที่เราจะได้เรียนในปี 1 นั้น
- ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จะ
มากกว่าหรือเท่ากับ สิ่งที่เราเรียนมาใน ม.ปลาย(และ ม.ต้น)ตลอด3- 6 ปี
แถมยังมีส่วนเสริมเพิ่มเติมเข้าไปอีก เหนือสิ่งอื่นใด
ภาคปฏิบัติการณ์ที่ถึงพริกถึงขิงผ่า ผ่าหนู แมลงสาป ไส้เดือน หาสาีรเคมี
unknown ในแลบเคมี เตรียมใจให้พร้อมเพราะสนุกมากๆ
- คณิตศาสตร์ก็ จะต่อยอดมาจาก ม.ปลาย โดยเฉพาะเรื่อง อนุพันธ์ ลิมิต ซึ่งก็คือแคลคูลัส นั่นเอง อ่านในที่นี้ ให้อ่านสบายๆ ไม่ต้องไปจำ แต่ทำความเข้าใจอย่างเดียว
- ภาษาอังกฤษ ก็เริ่มใหม่
เช่นเดียวกัน โดยเน้นที่ภาษาอังกฤษเชิงชีวิตประจำวันและวิชาการ
เหนือสิ่งอื่นใดต้องหัดอ่าน ตำราหรือ Textbook ภาษาอังกฤษด้วยครับ
ผมแนะนำว่าเวลาย้ายเข้าหอใกล้มหาวิทยาลัย หรือช่วงว่างปิดเทอม
หากไม่มีอะไรทำ
ให้ไปที่หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยหรือห้องสมุดคณะที่เราจะไปเรียน
เพื่อไปหยิบตำราภาษาอังกฤษมาอ่านทำความคุ้นเคย แรกๆ ก็ดูภาพสวยๆ ไปก่อน อย่าลืมพกพจนานุกรมไปด้วยนะครับ (จริงๆ แล้วก็คือ ผมหาเรื่องไปแช่แอร์ในฤดูร้อนนั่นเอง
ปล. แอร์ชั้น 3 หมวดหนังสือภาษาต่างประเทศ
มหาวิทยาลัยเีชียงใหม่เย็นจับใจมาก ว่าที่เด็ก มช.
อย่าลืมพกเสื้อกันหนาวไปใส่ด้วย และเชื่อว่าอีกหลายที่ก็คงเย็นไม่แพ้กัน
ถ้าอยู่จนหอสมุดกลาง มช. ปิด คุณจะได้ยินเสียงแซกโซโฟนนุ่มๆ ของ Kenny
G เป็นสัญญาณว่าจะปิดแล้วนะจ๊ะ ปิดไฟ เก็บหนังสือ กลับบ้านกลับหอได้ แต่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ยังใช้เพลงเดิมอยู่หรือไม่ จบมานานละ) - วิชาเลือก
อื่นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น รัฐศาสตร์เบื้องต้น
ความประทับใจในดนตรี/ศิลป์ (Music/Art Appreciate) ประวัติศาสตร์ไทยวิพากษ์ เป็นต้น
เหล่านี้แม้จะเคยเรียนมาบ้างแล้วในมัธยม แต่เมื่อเรียนใหม่ในมหาวิทยาลัย
คุญจะอึ้งทึ่งช๊อค (เฉพาะ วิชาประวัติศาสตร์ไทย แม้จะเป็นคอร์สเริ่มต้น
อาจารย์เค้ายอมให้เอาชีทเข้าห้องสอบได้
เพราะคำถามทั้งหมดวิเคราะห์วิจารณ์ทั้งสิ้น
ดีที่เป็นเด็กสายวิทย์ฝึกกระบวนการวิเคราะห์และสรุปผลจากข้อมูลมาแล้วได้
เปรียบเด็กศิลป์อยู่ครับ )
ดังนั้นในระดับมหาวิทยาลัย การเรียนแบบ "ท่องจำ" นั้น ใช่ไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ(นอกจากวิชาที่จำเป็นต้องท่องจริงๆ อย่างสายแพทย์)
- ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จะ
มากกว่าหรือเท่ากับ สิ่งที่เราเรียนมาใน ม.ปลาย(และ ม.ต้น)ตลอด3- 6 ปี
แถมยังมีส่วนเสริมเพิ่มเติมเข้าไปอีก เหนือสิ่งอื่นใด
ภาคปฏิบัติการณ์ที่ถึงพริกถึงขิงผ่า ผ่าหนู แมลงสาป ไส้เดือน หาสาีรเคมี
unknown ในแลบเคมี เตรียมใจให้พร้อมเพราะสนุกมากๆ
- โจทย์ลัดที่ได้มาจากสำนักติวทั้งหลาย จงลืมทิ้งไปเสียให้สิ้น เพราะยิ่งจำวิชามาร ยิ่งเข้าไม่ถึง "แก่นแท้" ของวิชาในระดับมหาวิทยาลัย
- เราไม่สามารถจะเอาสูตรลัดมาเป็นเครื่องมือหากินได้ตลอดไป ข้อสอบหรือปัญหาส่วนใหญ่ จะให้เริ่มต้นจาก "นิยามพื้นฐาน" แปลงให้เป็น"สมการพื้นฐาน" แล้วใส่เงื่อนไขเริ่มต้นและเงื่อนไขขอบเขต ทีพิจารณาเข้าไป แล้วเีขียนอธิบายวิธีคิดล้วนๆ (ข้อสอบกากบาทน่ะ เมินเสียเถิด)อัตนัย เขียนอธิบายล้วนๆ ครับ
- ใคร ที่อ่อนด้านการเขียน เรียบเรียงความคิด ยิ่งไปกันใหญ่ (แต่ blogger exteen คงไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเราเขียน blog ก็ต้องหัดเรียบเรียงความคิดกันอยู่แ้ล้ว)
- หัดมองภาพ 3 มิติ
ในวิชาฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ ในระดับ ม.ปลาย พวกกราฟ หรือสมการจะเป็นแบบ
สองตัวแปรหรือแบบ 2 มิติ แต่สำหรับระัดับมหาวิทยาลัยจะใช้ "สามมิิติ"
มากยิ่งขึ้น เช่นในการอินติเกรต หาปริมาตร เขียนแบบสถาปัตยกรรม
เขียนแบบวิศวกรรม มองภาพกายวิภาค ฯลฯ ดังนั้นไปหัดวาดรูป
หรือติดตั้งโปรแกรมสร้างภาพสามมิติลงในสมองได้แล้วจ้า
(คนนะไม่ใช่หุ่นยนต์) - หมั่นอ่านป้ายประกาศ ในมหาวิทยาลัย ข่าวสารต่างๆ นอกจากในเวบแล้ว ที่สะดวกและง่ายที่สุดคือ "ป้ายประกาศ"
ครับ ทั้งข่าวประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย คณะ ภาควิชา ประกาศเกรด
ประกาศคะแนนสอบ แจ้งเรียกตัวจากทางคณะ ทำเรื่องผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร
งานนักศึกษาวิชาทหาร ข่าวรับสมัครงานทั้งแบบ part/full time การประกวด
กิจกรรมชมรม ตลอดจน "ทุนการศึกษา" เป็นต้น เวลาเข้าไปเรียน อย่าเดินผ่านแล้วผ่านเลย ให้คอยดูประกาศเหล่านี้ ไ่ม่เช่นนั้นอาจจะพลาดอะไรดีๆ ไปโดยไม่รู้ตัว
- ไม่มีทุนการศึกษา ไม่ต้องกลัว ใครที่เคยอ่านข่าวปีก่อนๆ ที่มีเด็กสอบติดแต่ไม่มี "ทุน" เรียนหนังสือ ทำให้ต้องมาลาออก หรือถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ก็อย่าได้ตกใจไป แท้จริงแล้วในมหาวิทยาลัยมีแหล่งทุนอยู่มากมายครับ ไม่ว่าทุนจากผู้บริจาค ทุนจากสมาคมนักศึกษาเก่า ทุนจากหน่วยงานเอกชนต่างๆ ทุนทำงานพิเศษ ทุนเงินกู้เพื่อการศึกษา ทุนที่เจ้าของทุนเดิมตกทุนไปแล้ว เิกิดโควต้าว่าง กรรมการทุนอาจจะเรียกเด็กนอกทุนที่มีคุณสมบัติพร้อมมารับแทน(เช่นทุน พสวท ทุนเรียนดี เป็นต้น) ตลอดจนแหล่งงานพิเศษที่ไว้ใจได้ ฯลฯ ติดต่อได้ที่ "หน่วยกิจการนักศึกษาของคณะ" หรือ "ฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัย" ก็ได้เช่นกัน ชีวิตมีทางออกเสมอครับ
- สำหรับคนที่ไม่เคยจากบ้าน และคนที่ตื่นเต้นกับอิสรภาพ
- บางคนหงอยเหงาเพราะไม่เคยอยู่คนเดียวไม่เคยอยู่หอ ทั้งหลายทั้งปวงหากมีปัญหาทางใจ สามารถรับความช่วยเหลือได้จากฝ่ายกิจการนักศึกษา มีคนพร้อมรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษาเสมอครับ อย่ากลัว เพราะคนที่กล้ายอมรับความอ่อนแอของตัวเองและกล้าเผชิญปัญหาไม่่ใช่สิ่งน่า อาย
- แต่บางคนดีใจอยากออกมาเผชิญโลกก็อย่าได้หลงระเริงในอิสระภาพ มหาวิทยาลัยอาจไม่เช็คชื่อ ไม่บังคับให้คุณเข้าฟังบรรยาย อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีสภาพเหมือน Lecturer (ผู้บรรยาย) หาใช่ Teacher(ครูผู้สอน)ไม่ ดังนั้นจะคาดหวังให้อาจารย์จ้ำจี้จำไชเหมือนสมัยมัธยมไม่ได้แล้วล่ะ แต่เราต้องรับผิดชอบตัวเอง ศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองนอกจากภาคบรรยาย มาสอบให้ทัน ศึกษาขั้นตอนการลงทะเบียนให้เข้าใจ(เดี๋ยวนี้ก็ออนไลน์กันเกือบหมดแล้ว) ลงทะเบียนให้ทัน ชำระค่าลงทะเบียนให้ทัน(กระทบใครไม่รู้นะ) ทั้งหมดต้อง "รับผิดชอบด้วยตัวเอง" และถ้าพลาดโดยเลินเล่อเองก็หมดสิทธิ์ร้องเรียนนะครับ
- การซื้อหาคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์
- ยุคสมัยนี้คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักศึกษาไปแล้ว นอกจากจะใช้พิมพ์งาน ดูหนัง ฟังเพลงแล้ว สำหรับเด็กสายวิทย์มีโปรแกรมที่ช่วยในการศึกษามากมายเช่น MathLab, Mathematica,โปรแกรมสื่อการสอน โปรแกรมแลบอิเลคทรอนิกส์ Encyclopedia เป็นต้น หรือแม้แต่การเชื่อมต่ออินเตอร์เนตเพื่อหาข้อมูล ทำการบ้าน แน่นอนว่ามันก็ต้องมาพร้อมกับค่าใช้จ่าย
- ผมแนะนำว่าในระดับปีหนึ่ง อย่าพึ่งรีบซื้อครับ
เพราะเรายังไม่แน่ใจว่าจะใช้งานคอมพิวเตอร์มากน้อยแค่ไหน
คอร์สการเรียนในระัดับปีหนึ่ง ยังใช้ตำรา มือเขียน และสมองเป็นหลัก
แต่เมื่อแยกสายภาควิชาแล้ว จะชัดเจนขึ้นมากว่าเราจะใช้อะไรบ้าง
เพราะการใช้งานของเราจะเป็นตัวกำหนดสเปคเครื่องและราคา เช่น
- ถ้าเรียนสายคอมพิวเตอร์เน้นเครือข่ายและเขียนโปรแกรม สเปคเครื่องก็ต้องเน้นพอร์ตเชื่อมต่อมาก และชิปที่คำนวณดีๆ หน่อย
- ถ้าเน้นอิเลคทรอนิกส์ก็ใช้โปรแกรมด้านอิเลคทรอนิคส์ สเปคเครื่องเน้นคำนวณ
- ถ้าเรียนฟิสิกส์ เคมี หรือชีววิทยา สถิติ ก็พวก โปรแกรมทางคณิตศาสตร์ โปรแกรมประมวลผลทางสถิติ(สำหรับช่วยสรุปข้อมูลการทดลอง) หรือตำรา e-book ก็เน้นความจุข้อมูลด้วย(harddisk โตๆ)
- ถ้ามาทางสายฟิสิกส์เชิงคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ ก็ต้อง compiler ภาษาโปรแกรม เครื่องก็เน้นคำนวณเช่นกัน แต่สำหรับบางแลบ มี server คำนวณเป็นของตัวเองเราอาจไม่ต้องเน้นพลังคำนวณของเครื่องมาก ก็ให้เน้นแบบจอใหญ่ๆ เวลาเขียนโค้ดโปรแกรมจะได้พิมพ์สบายตา หาจุดผิด debug ได้ง่ายๆ แล้วค่อยส่งโปรแกรมไปทำงานคำนวณใน Server, Cluster หรือ GRID
- ถ้าไปทางสายสุขภาพ ข้อมูล Encyclopedia ตำราแพทย์แบบอยู่ในคอมพิวเตอร์
(เคยเห็นคุณหมอเล่น PDA บ่อยๆ หมอบอกว่ามันมีตำรา e-book อยู่ในนี้
ว่างเมื่อไหร่ก็ควักมาอ่าน
)อันนี้ก็เน้นความจุข้อมูล เป็นต้น - ทั้งนี้และทั้งนั้น ยังขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวด้วย เพราะบางคนอาจจะชอบวาดรูป เน้นการออนไลน์ ทำงานศิลปะ์ส่วนตัว สเปคที่ต้องการอุปกรณ์เสริมที่ใช้้ก็แตกต่างกันออกไป
- ที่สำคัญมักจะมีโปรโมชั่นสำหรับ "นักศึกษาและอาจารย์ "ลดพิเศษ จากยี่ห้อต่างๆ ที่ประมูลได้สิทธิ์จากมหาวิทยาลัย เพราะความที่สั่งพร้อมกันหลายๆ เครื่องจะช่วยให้เราได้ราคาที่ถูกกว่าในท้องตลาด อันนี้อาจต้องหลังจากที่เปิดเทอมไปสักระยะหนึ่ง
- สำหรับ ซอฟต์แวร์ บางมหาวิทยาลัยมีบริการซอฟต์แวร์ถูกกฎหมาย (แบบซื้อไลเซนส์ยกองค์กร ที่คณะวิทยาศาสตร์มหิดล มีบริการเช่นว่านี้ ขอโปรโมทซะหน่อย) มาให้นักศึกษาดาวน์โหลดไปใช้งาน แต่ถ้าไม่มีบริการแนะนำให้เราใช้ Opensource ทั้งหลายรวมทั้งพวก freeware ดีกว่านะครับ การใช้โปรแกรมเถื่อนไม่ได้สะเทือนยักษ์ใหญ่ต่างประเทศนัก แต่มันสะเทือนวงการซอฟต์แวร์ไทยเองครับ ไทยทำ ไทยก๊อป(กันเอง) ไทยไม่เจริญ เพราะนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยไม่กล้าเสี่ยงพัฒนาเพราะกลัวโดนลอก เท่าที่ทำได้ก็คือเขียนตามใบสั่งส่งให้ต่างประเทศหรือเขียนให้องค์กรใหญ่ที่ สั่งงานมา สำหรับตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงยากอยู่
- ตำรา หนังสือหนังหา อย่างที่ทราบว่าตำราที่ใช้เรียนส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีราคาแพงเป็นอย่างมาก วิธีการให้ได้มาซึ่งตำราถูกได้แก่
- หาซื้อหนังสือมือสอง ในกรุงเทพฯนี่โชคดีมากๆ ครับ จตุจักรนี่แหละแหล่งหาตำรามือสองชั้นดี แต่ต้องตาถึงนะ เชียงใหม่้บ้านผมยังไม่มากขนาดกรุงเทพเลย
- ยืมเอาจากห้องสมุด สิทธิ์ของนักศึกษา ป.ตรี จะยืมได้นานประมาณ 1 สัปดาห์ หากเป็น โทหรือเอกจะนาน 2 สัปดาห์หรือเป็นเดือนก็มี
- รองานหนังสือของมหาวิทยาลัย เช่นของคณะวิทย์มหิดล คณะแพทย์ ศิริราช หรือมหิดลศาลายา งานหนังสือของมหาวิทยาลัยเีชียงใหม่ช่วงปลายปี เป็นต้น ตลอดจนร้านหนังสือของมหาวิทยาลัยเช่น CUBOOK
- รวมกลุ่มสั่งซื้อเป็น Lot ใหญ่เพื่อต่อรองกับร้าน ผมเคยสั่งซื้อที่แยกขายเดี่ยวราคาตก 700 บาท เมือรวมกลุ่มกับเพื่อนสั่งซื้อจาก CUBOOK ให้ส่งมาเชียงใหม่สามารถซื้อได้ในราคาประมาณ 300 บาท ลดไปเกินครึ่งเลยนะ เจ๋งบ่หล้า
- ถ่ายเอกสารเอา นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายครับ สมัยนี้ตำราก๊อปปี้แบบถ่ายเอกสารนี่แพร่หลายมาก ร้านถ่ายเอกสารใกล้มหาวิทยาลัยต้องมีออปชั่นนี้ครับ บางร้านทำเล่มก๊อปปี้สวยกว่าเล่มจริงเสียอีก ผมจะใช้วิธีนี้กับตำราหายากๆ เท่านั้น หรือไม่ก็เลือกถ่ายเอกสารเป็นบางบทเท่านั้น สำหรับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ(เคยไปอยู่ทำวิจัยมา) เขาไม่ยอมให้ถ่ายเอกสารทั้งเล่มแล้วเข้าเล่มเป็นหนังสือ แต่ถ้าถ่ายทั้งเล่ม แล้วไม่เ่ข้าเล่มอันนี้ยอมรับได้(ใช้ตัวหนีบหรือแมีกเย็บแยกเป็นบทๆเอา)
- ซื้อออนไลน์จาก Amazonตำราบางเล่มมันเฉพาะทางมากๆ ไม่มีขายในไทย เลยต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศครับ ที่นี้ก็ต้องดูด้วยว่าเขาส่งมาได้หรือไม่ ปกติถ้าเป็น Amazon ก็จะส่งมาได้ แต่ถ้าเป็นร้านค้าอื่นที่ขายผ่าน Amazon อาจจะไม่ส่งมาเมืองไทย
- Edit มาเพิ่มเติมเรื่องตำรา
- พิมพ์มาเรื่อยๆ พอ publish ออกมาถึงได้รู้ตัวว่ายาวมากๆ ใครทนอ่านจนจบได้นี่น่าฮัก(คำเมือง)ขนาด
#1 By Bluemoon on 2009-03-14 03:43