ตอนนี้หลายๆ คนที่สอบ A-Net , O-Net และสอบปลายภาคเสร็จแล้ว ก็คงจะชื่นมื่น(???)กับการจบการศึกษาระดับ มัธยมปลาย  และรอคอยผลคะแนน  เืพื่อนำไปยื่นสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย  สำหรับ Admission กลาง   และอีกหลายคนที่ผ่านการสอบตรงเข้าทั้งแบบ admission หรือ Quota  ของมหาวิทยาลัย/คณะ มีที่เรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ย้อนไปในช่วงเวลานั้น(แปลว่าเราแก่แล้วสินะ รำลึกความหลังอยู่ได้)  ก็คงจะต้องเผชิญกับสิ่งที่กำลังจะพลัดพราก  เพื่อนที่คุ้นเคย โรงเรียนที่เคยคุ้น สาวที่แอบมอง(แต่ไม่กล้าแม้บอกความในใจ... ฮิ้วววววววว) พิธีจบการศึกษา อันเป็นการบ่งบอกว่า ฉันจะต้องอยู่ที่นี่เป็นวันสุดท้าย..... 

ฉันจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าสู่โลกที่กว้างกว่าเดิม....

 แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นก้าวแรก ในรั้วอุดมศึกษา ไม่ว่าที่ใดก็ตาม  มีนาคม เมษายน พฤษภาคม  ไม่ใช่ 3 เดือน ที่จะโยนทิ้งไปกับการเอ้อละเหยลอยชายแต่เพียงอย่างเดียว   ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรทำตลอด 3 เดือน สำหรับน้องๆ สายวิทย์ ที่อาจจะเข้าคณะกลุ่มวิทย์เทคโนโลยี(วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตร ฯลฯ)  หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ(แพทย์ เภสัช เทคนิคการแพทย์ พยาบาล ฯลฯ) ก็คือ ให้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ   เพื่อเตรียมพร้อมสู่มหาวิทยาลัย


  1. อ่านหนังสือใหม่ทั้งหมด (โปรดอ่านอีกครั้ง  ไม่ได้อ่านผิดหรอก บอกให้อ่านใหม่จริงๆ)  ไม่ได้โอเวอร์นะครับ   แต่ควรอ่านเพื่อทบทวน "สาระสำคัญ"  ไม่ใช่ว่าเรียนจบจะโยนหนังสือ ม.ปลาย ทิ้งได้ เนื้อหาที่เราจะได้เรียนในปี 1 นั้น 
    •  ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จะ มากกว่าหรือเท่ากับ สิ่งที่เราเรียนมาใน ม.ปลาย(และ ม.ต้น)ตลอด3- 6 ปี  แถมยังมีส่วนเสริมเพิ่มเติมเข้าไปอีก   เหนือสิ่งอื่นใด ภาคปฏิบัติการณ์ที่ถึงพริกถึงขิงผ่า ผ่าหนู แมลงสาป ไส้เดือน  หาสาีรเคมี unknown ในแลบเคมี เตรียมใจให้พร้อมเพราะสนุกมากๆ
    • คณิตศาสตร์ก็ จะต่อยอดมาจาก ม.ปลาย โดยเฉพาะเรื่อง  อนุพันธ์ ลิมิต  ซึ่งก็คือแคลคูลัส นั่นเอง   อ่านในที่นี้ ให้อ่านสบายๆ ไม่ต้องไปจำ แต่ทำความเข้าใจอย่างเดียว 
    • ภาษาอังกฤษ ก็เริ่มใหม่ เช่นเดียวกัน โดยเน้นที่ภาษาอังกฤษเชิงชีวิตประจำวันและวิชาการ เหนือสิ่งอื่นใดต้องหัดอ่าน ตำราหรือ Textbook ภาษาอังกฤษด้วยครับ   ผมแนะนำว่าเวลาย้ายเข้าหอใกล้มหาวิทยาลัย หรือช่วงว่างปิดเทอม หากไม่มีอะไรทำ ให้ไปที่หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยหรือห้องสมุดคณะที่เราจะไปเรียน  เพื่อไปหยิบตำราภาษาอังกฤษมาอ่านทำความคุ้นเคย     แรกๆ ก็ดูภาพสวยๆ ไปก่อน อย่าลืมพกพจนานุกรมไปด้วยนะครับ   (จริงๆ แล้วก็คือ ผมหาเรื่องไปแช่แอร์ในฤดูร้อนนั่นเอง     ปล. แอร์ชั้น 3 หมวดหนังสือภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเีชียงใหม่เย็นจับใจมาก  ว่าที่เด็ก มช. อย่าลืมพกเสื้อกันหนาวไปใส่ด้วย  และเชื่อว่าอีกหลายที่ก็คงเย็นไม่แพ้กัน    ถ้าอยู่จนหอสมุดกลาง มช. ปิด คุณจะได้ยินเสียงแซกโซโฟนนุ่มๆ ของ Kenny G เป็นสัญญาณว่าจะปิดแล้วนะจ๊ะ ปิดไฟ เก็บหนังสือ กลับบ้านกลับหอได้ แต่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ยังใช้เพลงเดิมอยู่หรือไม่ จบมานานละ)
    • วิชาเลือก อื่นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น  รัฐศาสตร์เบื้องต้น   ความประทับใจในดนตรี/ศิลป์  (Music/Art Appreciate)  ประวัติศาสตร์ไทยวิพากษ์  เป็นต้น เหล่านี้แม้จะเคยเรียนมาบ้างแล้วในมัธยม แต่เมื่อเรียนใหม่ในมหาวิทยาลัย คุญจะอึ้งทึ่งช๊อค (เฉพาะ วิชาประวัติศาสตร์ไทย แม้จะเป็นคอร์สเริ่มต้น อาจารย์เค้ายอมให้เอาชีทเข้าห้องสอบได้    เพราะคำถามทั้งหมดวิเคราะห์วิจารณ์ทั้งสิ้น  ดีที่เป็นเด็กสายวิทย์ฝึกกระบวนการวิเคราะห์และสรุปผลจากข้อมูลมาแล้วได้ เปรียบเด็กศิลป์อยู่ครับ )
        ดังนั้นในระดับมหาวิทยาลัย การเรียนแบบ "ท่องจำ" นั้น ใช่ไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ(นอกจากวิชาที่จำเป็นต้องท่องจริงๆ อย่างสายแพทย์)
  2. โจทย์ลัดที่ได้มาจากสำนักติวทั้งหลาย  จงลืมทิ้งไปเสียให้สิ้น เพราะยิ่งจำวิชามาร ยิ่งเข้าไม่ถึง "แก่นแท้" ของวิชาในระดับมหาวิทยาลัย  
    •  เราไม่สามารถจะเอาสูตรลัดมาเป็นเครื่องมือหากินได้ตลอดไป    ข้อสอบหรือปัญหาส่วนใหญ่ จะให้เริ่มต้นจาก "นิยามพื้นฐาน" แปลงให้เป็น"สมการพื้นฐาน" แล้วใส่เงื่อนไขเริ่มต้นและเงื่อนไขขอบเขต ทีพิจารณาเข้าไป แล้วเีขียนอธิบายวิธีคิดล้วนๆ (ข้อสอบกากบาทน่ะ เมินเสียเถิด)อัตนัย เขียนอธิบายล้วนๆ ครับ  
    • ใคร ที่อ่อนด้านการเขียน เรียบเรียงความคิด ยิ่งไปกันใหญ่ (แต่ blogger exteen คงไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเราเขียน blog ก็ต้องหัดเรียบเรียงความคิดกันอยู่แ้ล้ว)
  3. หัดมองภาพ 3 มิติ ในวิชาฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ ในระดับ ม.ปลาย พวกกราฟ หรือสมการจะเป็นแบบ สองตัวแปรหรือแบบ 2 มิติ แต่สำหรับระัดับมหาวิทยาลัยจะใช้ "สามมิิติ" มากยิ่งขึ้น เช่นในการอินติเกรต หาปริมาตร เขียนแบบสถาปัตยกรรม เขียนแบบวิศวกรรม  มองภาพกายวิภาค  ฯลฯ  ดังนั้นไปหัดวาดรูป หรือติดตั้งโปรแกรมสร้างภาพสามมิติลงในสมองได้แล้วจ้า   (คนนะไม่ใช่หุ่นยนต์)
  4. หมั่นอ่านป้ายประกาศ   ในมหาวิทยาลัย  ข่าวสารต่างๆ นอกจากในเวบแล้ว ที่สะดวกและง่ายที่สุดคือ "ป้ายประกาศ"  ครับ ทั้งข่าวประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย คณะ ภาควิชา  ประกาศเกรด ประกาศคะแนนสอบ แจ้งเรียกตัวจากทางคณะ   ทำเรื่องผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร  งานนักศึกษาวิชาทหาร ข่าวรับสมัครงานทั้งแบบ part/full time   การประกวด กิจกรรมชมรม  ตลอดจน "ทุนการศึกษา"  เป็นต้น  เวลาเข้าไปเรียน อย่าเดินผ่านแล้วผ่านเลย ให้คอยดูประกาศเหล่านี้ ไ่ม่เช่นนั้นอาจจะพลาดอะไรดีๆ ไปโดยไม่รู้ตัว
  5. ไม่มีทุนการศึกษา ไม่ต้องกลัว  ใครที่เคยอ่านข่าวปีก่อนๆ ที่มีเด็กสอบติดแต่ไม่มี "ทุน" เรียนหนังสือ ทำให้ต้องมาลาออก หรือถึงขั้นทำร้ายตัวเอง   ก็อย่าได้ตกใจไป ท้จริงแล้วในมหาวิทยาลัยมีแหล่งทุนอยู่มากมายครับ ไม่ว่าทุนจากผู้บริจาค ทุนจากสมาคมนักศึกษาเก่า  ทุนจากหน่วยงานเอกชนต่างๆ  ทุนทำงานพิเศษ  ทุนเงินกู้เพื่อการศึกษา  ทุนที่เจ้าของทุนเดิมตกทุนไปแล้ว เิกิดโควต้าว่าง กรรมการทุนอาจจะเรียกเด็กนอกทุนที่มีคุณสมบัติพร้อมมารับแทน(เช่นทุน พสวท ทุนเรียนดี เป็นต้น) ตลอดจนแหล่งงานพิเศษที่ไว้ใจได้ ฯลฯ       ติดต่อได้ที่ "หน่วยกิจการนักศึกษาของคณะ" หรือ "ฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัย" ก็ได้เช่นกัน   ชีวิตมีทางออกเสมอครับ
  6. สำหรับคนที่ไม่เคยจากบ้าน และคนที่ตื่นเต้นกับอิสรภาพ
    • บางคนหงอยเหงาเพราะไม่เคยอยู่คนเดียวไม่เคยอยู่หอ ทั้งหลายทั้งปวงหากมีปัญหาทางใจ สามารถรับความช่วยเหลือได้จากฝ่ายกิจการนักศึกษา มีคนพร้อมรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษาเสมอครับ อย่ากลัว เพราะคนที่กล้ายอมรับความอ่อนแอของตัวเองและกล้าเผชิญปัญหาไม่่ใช่สิ่งน่า อาย  
    • แต่บางคนดีใจอยากออกมาเผชิญโลกก็อย่าได้หลงระเริงในอิสระภาพ  มหาวิทยาลัยอาจไม่เช็คชื่อ  ไม่บังคับให้คุณเข้าฟังบรรยาย