ตอนนี้หลายๆ คนที่สอบ A-Net , O-Net และสอบปลายภาคเสร็จแล้ว ก็คงจะชื่นมื่น(???)กับการจบการศึกษาระดับ มัธยมปลาย  และรอคอยผลคะแนน  เืพื่อนำไปยื่นสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย  สำหรับ Admission กลาง   และอีกหลายคนที่ผ่านการสอบตรงเข้าทั้งแบบ admission หรือ Quota  ของมหาวิทยาลัย/คณะ มีที่เรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ย้อนไปในช่วงเวลานั้น(แปลว่าเราแก่แล้วสินะ รำลึกความหลังอยู่ได้)  ก็คงจะต้องเผชิญกับสิ่งที่กำลังจะพลัดพราก  เพื่อนที่คุ้นเคย โรงเรียนที่เคยคุ้น สาวที่แอบมอง(แต่ไม่กล้าแม้บอกความในใจ... ฮิ้วววววววว) พิธีจบการศึกษา อันเป็นการบ่งบอกว่า ฉันจะต้องอยู่ที่นี่เป็นวันสุดท้าย..... 

ฉันจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าสู่โลกที่กว้างกว่าเดิม....

 แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นก้าวแรก ในรั้วอุดมศึกษา ไม่ว่าที่ใดก็ตาม  มีนาคม เมษายน พฤษภาคม  ไม่ใช่ 3 เดือน ที่จะโยนทิ้งไปกับการเอ้อละเหยลอยชายแต่เพียงอย่างเดียว   ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรทำตลอด 3 เดือน สำหรับน้องๆ สายวิทย์ ที่อาจจะเข้าคณะกลุ่มวิทย์เทคโนโลยี(วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตร ฯลฯ)  หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ(แพทย์ เภสัช เทคนิคการแพทย์ พยาบาล ฯลฯ) ก็คือ ให้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ   เพื่อเตรียมพร้อมสู่มหาวิทยาลัย


  1. อ่านหนังสือใหม่ทั้งหมด (โปรดอ่านอีกครั้ง  ไม่ได้อ่านผิดหรอก บอกให้อ่านใหม่จริงๆ)  ไม่ได้โอเวอร์นะครับ   แต่ควรอ่านเพื่อทบทวน "สาระสำคัญ"  ไม่ใช่ว่าเรียนจบจะโยนหนังสือ ม.ปลาย ทิ้งได้ เนื้อหาที่เราจะได้เรียนในปี 1 นั้น 
    •  ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จะ มากกว่าหรือเท่ากับ สิ่งที่เราเรียนมาใน ม.ปลาย(และ ม.ต้น)ตลอด3- 6 ปี  แถมยังมีส่วนเสริมเพิ่มเติมเข้าไปอีก   เหนือสิ่งอื่นใด ภาคปฏิบัติการณ์ที่ถึงพริกถึงขิงผ่า ผ่าหนู แมลงสาป ไส้เดือน  หาสาีรเคมี unknown ในแลบเคมี เตรียมใจให้พร้อมเพราะสนุกมากๆ
    • คณิตศาสตร์ก็ จะต่อยอดมาจาก ม.ปลาย โดยเฉพาะเรื่อง  อนุพันธ์ ลิมิต  ซึ่งก็คือแคลคูลัส นั่นเอง   อ่านในที่นี้ ให้อ่านสบายๆ ไม่ต้องไปจำ แต่ทำความเข้าใจอย่างเดียว 
    • ภาษาอังกฤษ ก็เริ่มใหม่ เช่นเดียวกัน โดยเน้นที่ภาษาอังกฤษเชิงชีวิตประจำวันและวิชาการ เหนือสิ่งอื่นใดต้องหัดอ่าน ตำราหรือ Textbook ภาษาอังกฤษด้วยครับ   ผมแนะนำว่าเวลาย้ายเข้าหอใกล้มหาวิทยาลัย หรือช่วงว่างปิดเทอม หากไม่มีอะไรทำ ให้ไปที่หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยหรือห้องสมุดคณะที่เราจะไปเรียน  เพื่อไปหยิบตำราภาษาอังกฤษมาอ่านทำความคุ้นเคย     แรกๆ ก็ดูภาพสวยๆ ไปก่อน อย่าลืมพกพจนานุกรมไปด้วยนะครับ   (จริงๆ แล้วก็คือ ผมหาเรื่องไปแช่แอร์ในฤดูร้อนนั่นเอง     ปล. แอร์ชั้น 3 หมวดหนังสือภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเีชียงใหม่เย็นจับใจมาก  ว่าที่เด็ก มช. อย่าลืมพกเสื้อกันหนาวไปใส่ด้วย  และเชื่อว่าอีกหลายที่ก็คงเย็นไม่แพ้กัน    ถ้าอยู่จนหอสมุดกลาง มช. ปิด คุณจะได้ยินเสียงแซกโซโฟนนุ่มๆ ของ Kenny G เป็นสัญญาณว่าจะปิดแล้วนะจ๊ะ ปิดไฟ เก็บหนังสือ กลับบ้านกลับหอได้ แต่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ยังใช้เพลงเดิมอยู่หรือไม่ จบมานานละ)
    • วิชาเลือก อื่นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น  รัฐศาสตร์เบื้องต้น   ความประทับใจในดนตรี/ศิลป์  (Music/Art Appreciate)  ประวัติศาสตร์ไทยวิพากษ์  เป็นต้น เหล่านี้แม้จะเคยเรียนมาบ้างแล้วในมัธยม แต่เมื่อเรียนใหม่ในมหาวิทยาลัย คุญจะอึ้งทึ่งช๊อค (เฉพาะ วิชาประวัติศาสตร์ไทย แม้จะเป็นคอร์สเริ่มต้น อาจารย์เค้ายอมให้เอาชีทเข้าห้องสอบได้    เพราะคำถามทั้งหมดวิเคราะห์วิจารณ์ทั้งสิ้น  ดีที่เป็นเด็กสายวิทย์ฝึกกระบวนการวิเคราะห์และสรุปผลจากข้อมูลมาแล้วได้ เปรียบเด็กศิลป์อยู่ครับ )
        ดังนั้นในระดับมหาวิทยาลัย การเรียนแบบ "ท่องจำ" นั้น ใช่ไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ(นอกจากวิชาที่จำเป็นต้องท่องจริงๆ อย่างสายแพทย์)
  2. โจทย์ลัดที่ได้มาจากสำนักติวทั้งหลาย  จงลืมทิ้งไปเสียให้สิ้น เพราะยิ่งจำวิชามาร ยิ่งเข้าไม่ถึง "แก่นแท้" ของวิชาในระดับมหาวิทยาลัย  
    •  เราไม่สามารถจะเอาสูตรลัดมาเป็นเครื่องมือหากินได้ตลอดไป    ข้อสอบหรือปัญหาส่วนใหญ่ จะให้เริ่มต้นจาก "นิยามพื้นฐาน" แปลงให้เป็น"สมการพื้นฐาน" แล้วใส่เงื่อนไขเริ่มต้นและเงื่อนไขขอบเขต ทีพิจารณาเข้าไป แล้วเีขียนอธิบายวิธีคิดล้วนๆ (ข้อสอบกากบาทน่ะ เมินเสียเถิด)อัตนัย เขียนอธิบายล้วนๆ ครับ  
    • ใคร ที่อ่อนด้านการเขียน เรียบเรียงความคิด ยิ่งไปกันใหญ่ (แต่ blogger exteen คงไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเราเขียน blog ก็ต้องหัดเรียบเรียงความคิดกันอยู่แ้ล้ว)
  3. หัดมองภาพ 3 มิติ ในวิชาฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ ในระดับ ม.ปลาย พวกกราฟ หรือสมการจะเป็นแบบ สองตัวแปรหรือแบบ 2 มิติ แต่สำหรับระัดับมหาวิทยาลัยจะใช้ "สามมิิติ" มากยิ่งขึ้น เช่นในการอินติเกรต หาปริมาตร เขียนแบบสถาปัตยกรรม เขียนแบบวิศวกรรม  มองภาพกายวิภาค  ฯลฯ  ดังนั้นไปหัดวาดรูป หรือติดตั้งโปรแกรมสร้างภาพสามมิติลงในสมองได้แล้วจ้า   (คนนะไม่ใช่หุ่นยนต์)
  4. หมั่นอ่านป้ายประกาศ   ในมหาวิทยาลัย  ข่าวสารต่างๆ นอกจากในเวบแล้ว ที่สะดวกและง่ายที่สุดคือ "ป้ายประกาศ"  ครับ ทั้งข่าวประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย คณะ ภาควิชา  ประกาศเกรด ประกาศคะแนนสอบ แจ้งเรียกตัวจากทางคณะ   ทำเรื่องผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร  งานนักศึกษาวิชาทหาร ข่าวรับสมัครงานทั้งแบบ part/full time   การประกวด กิจกรรมชมรม  ตลอดจน "ทุนการศึกษา"  เป็นต้น  เวลาเข้าไปเรียน อย่าเดินผ่านแล้วผ่านเลย ให้คอยดูประกาศเหล่านี้ ไ่ม่เช่นนั้นอาจจะพลาดอะไรดีๆ ไปโดยไม่รู้ตัว
  5. ไม่มีทุนการศึกษา ไม่ต้องกลัว  ใครที่เคยอ่านข่าวปีก่อนๆ ที่มีเด็กสอบติดแต่ไม่มี "ทุน" เรียนหนังสือ ทำให้ต้องมาลาออก หรือถึงขั้นทำร้ายตัวเอง   ก็อย่าได้ตกใจไป ท้จริงแล้วในมหาวิทยาลัยมีแหล่งทุนอยู่มากมายครับ ไม่ว่าทุนจากผู้บริจาค ทุนจากสมาคมนักศึกษาเก่า  ทุนจากหน่วยงานเอกชนต่างๆ  ทุนทำงานพิเศษ  ทุนเงินกู้เพื่อการศึกษา  ทุนที่เจ้าของทุนเดิมตกทุนไปแล้ว เิกิดโควต้าว่าง กรรมการทุนอาจจะเรียกเด็กนอกทุนที่มีคุณสมบัติพร้อมมารับแทน(เช่นทุน พสวท ทุนเรียนดี เป็นต้น) ตลอดจนแหล่งงานพิเศษที่ไว้ใจได้ ฯลฯ       ติดต่อได้ที่ "หน่วยกิจการนักศึกษาของคณะ" หรือ "ฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัย" ก็ได้เช่นกัน   ชีวิตมีทางออกเสมอครับ
  6. สำหรับคนที่ไม่เคยจากบ้าน และคนที่ตื่นเต้นกับอิสรภาพ
    • บางคนหงอยเหงาเพราะไม่เคยอยู่คนเดียวไม่เคยอยู่หอ ทั้งหลายทั้งปวงหากมีปัญหาทางใจ สามารถรับความช่วยเหลือได้จากฝ่ายกิจการนักศึกษา มีคนพร้อมรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษาเสมอครับ อย่ากลัว เพราะคนที่กล้ายอมรับความอ่อนแอของตัวเองและกล้าเผชิญปัญหาไม่่ใช่สิ่งน่า อาย  
    • แต่บางคนดีใจอยากออกมาเผชิญโลกก็อย่าได้หลงระเริงในอิสระภาพ  มหาวิทยาลัยอาจไม่เช็คชื่อ  ไม่บังคับให้คุณเข้าฟังบรรยาย    อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีสภาพเหมือน Lecturer (ผู้บรรยาย) หาใช่  Teacher(ครูผู้สอน)ไม่    ดังนั้นจะคาดหวังให้อาจารย์จ้ำจี้จำไชเหมือนสมัยมัธยมไม่ได้แล้วล่ะ  แต่เราต้องรับผิดชอบตัวเอง  ศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองนอกจากภาคบรรยาย  มาสอบให้ทัน  ศึกษาขั้นตอนการลงทะเบียนให้เข้าใจ(เดี๋ยวนี้ก็ออนไลน์กันเกือบหมดแล้ว) ลงทะเบียนให้ทัน ชำระค่าลงทะเบียนให้ทัน(กระทบใครไม่รู้นะ)  ทั้งหมดต้อง "รับผิดชอบด้วยตัวเอง" และถ้าพลาดโดยเลินเล่อเองก็หมดสิทธิ์ร้องเรียนนะครับ  
  7. การซื้อหาคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์
    • ยุคสมัยนี้คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักศึกษาไปแล้ว นอกจากจะใช้พิมพ์งาน ดูหนัง ฟังเพลงแล้ว   สำหรับเด็กสายวิทย์มีโปรแกรมที่ช่วยในการศึกษามากมายเช่น MathLab, Mathematica,โปรแกรมสื่อการสอน โปรแกรมแลบอิเลคทรอนิกส์  Encyclopedia เป็นต้น หรือแม้แต่การเชื่อมต่ออินเตอร์เนตเพื่อหาข้อมูล  ทำการบ้าน แน่นอนว่ามันก็ต้องมาพร้อมกับค่าใช้จ่าย  
    • ผมแนะนำว่าในระดับปีหนึ่ง อย่าพึ่งรีบซื้อครับ เพราะเรายังไม่แน่ใจว่าจะใช้งานคอมพิวเตอร์มากน้อยแค่ไหน     คอร์สการเรียนในระัดับปีหนึ่ง ยังใช้ตำรา มือเขียน และสมองเป็นหลัก    แต่เมื่อแยกสายภาควิชาแล้ว   จะชัดเจนขึ้นมากว่าเราจะใช้อะไรบ้าง เพราะการใช้งานของเราจะเป็นตัวกำหนดสเปคเครื่องและราคา   เช่น  
      • ถ้าเรียนสายคอมพิวเตอร์เน้นเครือข่ายและเขียนโปรแกรม  สเปคเครื่องก็ต้องเน้นพอร์ตเชื่อมต่อมาก และชิปที่คำนวณดีๆ หน่อย   
      • ถ้าเน้นอิเลคทรอนิกส์ก็ใช้โปรแกรมด้านอิเลคทรอนิคส์ สเปคเครื่องเน้นคำนวณ
      • ถ้าเรียนฟิสิกส์ เคมี หรือชีววิทยา  สถิติ  ก็พวก โปรแกรมทางคณิตศาสตร์ โปรแกรมประมวลผลทางสถิติ(สำหรับช่วยสรุปข้อมูลการทดลอง) หรือตำรา e-book ก็เน้นความจุข้อมูลด้วย(harddisk โตๆ)
      • ถ้ามาทางสายฟิสิกส์เชิงคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ ก็ต้อง compiler ภาษาโปรแกรม เครื่องก็เน้นคำนวณเช่นกัน  แต่สำหรับบางแลบ มี server คำนวณเป็นของตัวเองเราอาจไม่ต้องเน้นพลังคำนวณของเครื่องมาก   ก็ให้เน้นแบบจอใหญ่ๆ เวลาเขียนโค้ดโปรแกรมจะได้พิมพ์สบายตา หาจุดผิด debug ได้ง่ายๆ แล้วค่อยส่งโปรแกรมไปทำงานคำนวณใน Server, Cluster หรือ GRID 
      • ถ้าไปทางสายสุขภาพ ข้อมูล Encyclopedia ตำราแพทย์แบบอยู่ในคอมพิวเตอร์ (เคยเห็นคุณหมอเล่น PDA บ่อยๆ หมอบอกว่ามันมีตำรา e-book อยู่ในนี้ ว่างเมื่อไหร่ก็ควักมาอ่าน)อันนี้ก็เน้นความจุข้อมูล เป็นต้น
      • ทั้งนี้และทั้งนั้น ยังขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวด้วย เพราะบางคนอาจจะชอบวาดรูป เน้นการออนไลน์  ทำงานศิลปะ์ส่วนตัว สเปคที่ต้องการอุปกรณ์เสริมที่ใช้้ก็แตกต่างกันออกไป
      • ที่สำคัญมักจะมีโปรโมชั่นสำหรับ "นักศึกษาและอาจารย์ "ลดพิเศษ  จากยี่ห้อต่างๆ ที่ประมูลได้สิทธิ์จากมหาวิทยาลัย เพราะความที่สั่งพร้อมกันหลายๆ เครื่องจะช่วยให้เราได้ราคาที่ถูกกว่าในท้องตลาด  อันนี้อาจต้องหลังจากที่เปิดเทอมไปสักระยะหนึ่ง
    • สำหรับ ซอฟต์แวร์ บางมหาวิทยาลัยมีบริการซอฟต์แวร์ถูกกฎหมาย (แบบซื้อไลเซนส์ยกองค์กร  ที่คณะวิทยาศาสตร์มหิดล มีบริการเช่นว่านี้  ขอโปรโมทซะหน่อย) มาให้นักศึกษาดาวน์โหลดไปใช้งาน    แต่ถ้าไม่มีบริการแนะนำให้เราใช้ Opensource ทั้งหลายรวมทั้งพวก freeware ดีกว่านะครับ การใช้โปรแกรมเถื่อนไม่ได้สะเทือนยักษ์ใหญ่ต่างประเทศนัก แต่มันสะเทือนวงการซอฟต์แวร์ไทยเองครับ  ไทยทำ ไทยก๊อป(กันเอง) ไทยไม่เจริญ เพราะนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยไม่กล้าเสี่ยงพัฒนาเพราะกลัวโดนลอก    เท่าที่ทำได้ก็คือเขียนตามใบสั่งส่งให้ต่างประเทศหรือเขียนให้องค์กรใหญ่ที่ สั่งงานมา สำหรับตลาดผู้ใช้ทั่วไปยังคงยากอยู่
  8. ตำรา หนังสือหนังหา  อย่างที่ทราบว่าตำราที่ใช้เรียนส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีราคาแพงเป็นอย่างมาก วิธีการให้ได้มาซึ่งตำราถูกได้แก่
    • หาซื้อหนังสือมือสอง   ในกรุงเทพฯนี่โชคดีมากๆ ครับ จตุจักรนี่แหละแหล่งหาตำรามือสองชั้นดี แต่ต้องตาถึงนะ  เชียงใหม่้บ้านผมยังไม่มากขนาดกรุงเทพเลย
    • ยืมเอาจากห้องสมุด  สิทธิ์ของนักศึกษา ป.ตรี จะยืมได้นานประมาณ 1 สัปดาห์  หากเป็น โทหรือเอกจะนาน 2 สัปดาห์หรือเป็นเดือนก็มี
    • รองานหนังสือของมหาวิทยาลัย เช่นของคณะวิทย์มหิดล คณะแพทย์ ศิริราช หรือมหิดลศาลายา   งานหนังสือของมหาวิทยาลัยเีชียงใหม่ช่วงปลายปี เป็นต้น   ตลอดจนร้านหนังสือของมหาวิทยาลัยเช่น CUBOOK  
    • รวมกลุ่มสั่งซื้อเป็น Lot ใหญ่เพื่อต่อรองกับร้าน  ผมเคยสั่งซื้อที่แยกขายเดี่ยวราคาตก 700 บาท  เมือรวมกลุ่มกับเพื่อนสั่งซื้อจาก CUBOOK ให้ส่งมาเชียงใหม่สามารถซื้อได้ในราคาประมาณ 300 บาท  ลดไปเกินครึ่งเลยนะ เจ๋งบ่หล้า
    • ถ่ายเอกสารเอา นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายครับ สมัยนี้ตำราก๊อปปี้แบบถ่ายเอกสารนี่แพร่หลายมาก  ร้านถ่ายเอกสารใกล้มหาวิทยาลัยต้องมีออปชั่นนี้ครับ  บางร้านทำเล่มก๊อปปี้สวยกว่าเล่มจริงเสียอีก   ผมจะใช้วิธีนี้กับตำราหายากๆ เท่านั้น หรือไม่ก็เลือกถ่ายเอกสารเป็นบางบทเท่านั้น สำหรับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ(เคยไปอยู่ทำวิจัยมา) เขาไม่ยอมให้ถ่ายเอกสารทั้งเล่มแล้วเข้าเล่มเป็นหนังสือ  แต่ถ้าถ่ายทั้งเล่ม แล้วไม่เ่ข้าเล่มอันนี้ยอมรับได้(ใช้ตัวหนีบหรือแมีกเย็บแยกเป็นบทๆเอา)
    • ซื้อออนไลน์จาก Amazonตำราบางเล่มมันเฉพาะทางมากๆ ไม่มีขายในไทย เลยต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศครับ ที่นี้ก็ต้องดูด้วยว่าเขาส่งมาได้หรือไม่ ปกติถ้าเป็น Amazon ก็จะส่งมาได้ แต่ถ้าเป็นร้านค้าอื่นที่ขายผ่าน Amazon อาจจะไม่ส่งมาเมืองไทย
  1. Edit มาเพิ่มเติมเรื่องตำรา
  2. พิมพ์มาเรื่อยๆ พอ publish ออกมาถึงได้รู้ตัวว่ายาวมากๆ  ใครทนอ่านจนจบได้นี่น่าฮัก(คำเมือง)ขนาด 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แจ่มค่ะ Hot! open-mounthed smile

#1 By Bluemoon on 2009-03-14 03:43

เป็นบทความที่ดีอีกอันนึงครับHot!

เมื่อสมัยที่ขึ้นมหาลัยผมก็พยายามจะเตรียมตัวนะครับ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้มากสักเท่าไหร่

แบบว่า ถ้าเตรียมตัวตามนี้ได้ทั้งหมดนี่ก็คงจะอุดมคติมากจริงๆครับ

เด็กส่วนใหญ่มักจะไม่รู้ว่าระดับมหาลัยน่ากลัวแค่ไหน ก็มักจะประมาท ไม่ได้เตรียมความพร้อมให้ดี พอมาเจอเข้าจริงๆก็ลำบาก หลายคนกว่าจะรู้ตัวเริ่มปรับตัวได้ก็อาจต้องรอให้ผ่านเทอมไปก่อน

#2 By φείβλας on 2009-03-14 05:21

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

โดยเฉพาะข้อ 2


วิชามารทั้งหลายน่ะ

ผมไม่เคยจำเลย
(เปลือง mem)

ผมเรียนสาขาฟิสิกส์
ไอ้ที่กวดวิชาแพง ๆทั้งหลายแหล่
ไม่มีประโยชน์เลย
แต่ที่ครูสอนในห้อง
เหงาหลับ นอนตายตอยครูบรรยาย




นั่นแหละคือแก่นแท้ของวิชา
ผมผ่านพ้น 4 ปี ในภาควิชาฟิสิกส์ได้
ด้วยคำสอนของครูตอน ม.ปลายล้วน ๆ เลยล่ะ sad smile

#3 By ChimERaTeDdY on 2009-03-14 07:01

อ่าว พิม์ยาว ลืม sad smile

Hot! Hot!

#4 By ChimERaTeDdY on 2009-03-14 07:02

ตรงใจ โดยเฉพาะวรรคสุดท้าย

เรียนปีแรก ฟิสิกส์เคมีชีวะ = ม ปลายสามปี จับยัดรวมกัน +เพิ่มแคลคูลัสพิเศษให้จบในสองเทอม ทำเอาเห็นถั่วงอกนึกถึงอินทีเกรตได้ง่ายๆ

ที่น่ากลัวที่สุดคือ "ผลัดวันประกันพรุ่ง" การบ้านไม่้ต้องส่ง เรียนไม่ต้องเข้า แต่ต้องสอบ และเกรดโหด เรียนๆเล่นๆนี่น้ำตาตกตอนคะแนนออกได้ง่ายๆ

#5 By house on 2009-03-14 09:46

Hot!

#6 By chubby on 2009-03-14 11:04

ทั้งสำคัญ และเป็นเรื่องจริง สำหรับทุกๆ มหาลัยเลยด้วยครับ ขอช่วยยืนยันอีก 1 เสียง ในฐานะที่เคยผ่านมาแล้วครับ แหะๆ Hot!

#7 By Kousuke on 2009-03-14 12:54

ขอบคุณครับ บล็อกพี่นี่คนเข้าเยอะน่าดูนะครับ ดูจากสถิตินี่เกือบครบทุกประเทศละ 555+

#8 By อารม(ณ์)ดี on 2009-03-14 14:42

Hot! จำได้ ย่อมไม่สู้ เข้าใจ

#9 By on 2009-03-14 17:26

Hot!
กำลังพยายามอ่านอยู่ค่ะ
อ่านทุกวิชาเลย
เพิ่มแคลคูลัสมาอีก
สู้ตาย!!!confused smile Hot!
พยายามเตรียมตัวเรื่องภาษาอังกฤษเพราะจะไปต่อม.นอก แต่ก็ไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไรเลยsad smile

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากๆครับ

#11 By Chuy on 2009-03-14 22:34

ปัจจุบัน เพลงตอนปิดของหอสมุด มช ยังเป็นเพลงเดิมค่ะ 55
หนุชอบไปอ่านหนังสือที่นั่นบ่อยๆ ตอนเตรียมโควต้า
คาดว่า ตอนปี 1 คงจะไปที่นั่นบ่อยๆเหมือนกัน
จะพยายามเอาคำแนะนำของพี่ไปใช้ด้วยค่ะ
big smile
ถ้าทำได้ คงเริ่ดมากกมาย Hot!

#12 By EyoreZa on 2009-03-14 22:36

กรี๊ด ต้องเตรียมตัวกันเยี่ยงนี้เลยหรอเนี่ย 55555 เราเองไปเอาตัวรอดตอนปี 1 หมดเลยค่ะ ข้อ 1-3 อะ ถ้าตอนม.ปลายทำความเข้าใจไว้ดีก็สบายอะนะ ถ้าคนที่เข้าใจแค่ที่กวดวิชาก็ลำบากไป sad smile
ข้อ 3 ...ขอบ่นหน่อยเถอะ เราเรียนม.ปลายมา+เรียนปีหนึ่งด้วยสกิลที่โอเคอยู่นะคะ ก็เข้าใจอะไรแบบนี้ได้ง่ายกว่าคนอื่นนิดนึงละมั้ง แต่พอปี2-3ขึ้นสายหมอเต็มตัวเนี่ยไม่ได้ใช้เลย พอจะมาติวให้น้องชายอีกที อ่าวว นี่มันยังไงแล้วฟระ -*- กลายเป็นสึกไปเลย เศร้าใจค่ะ ต้องฝึกฝนอยู่เสมอสินะ orz
ข้อ 8 ..ยิ่งสายหมอเนี่ยยิ่งโค-ต-ร ตำราเจ้าค่ะ sad smile ถ้าซื้อของจริงหมดเนี่ยค่าตำรามากกว่าค่าเทอมแน่ๆ 5555 เพราะงั้นส่วนใหญ่ก็เลยทำแบบข้อย่อย 5 กันนะ sad smile

แถมจ้ะ Hot! Hot! Hot! เผื่อเหล่าเด็กน้อยที่เตรียมตัวหลงระเริงในปี1(แบบเราสมัยก่อน)จะเข้ามาอ่าน open-mounthed smile

#13 By xi on 2009-03-14 22:36

จะว่าไปแล้วก็ตื่นเต้นแฮะ

ชีวิตใหม่นอกรั้ว รร ><Hot!

#14 By ★ FANCiiFull ★ on 2009-03-14 22:37

Hot! Hot!

#15 By hackerlife on 2009-03-14 22:42

หนูกำลังหลงระเริง
เจอเอนทรี่นี้ เครียดเลย

#16 By [ Sai ];charot on 2009-03-14 22:44

ขอบคุณมากค่ะ




หนูก้ออยากเข้า มช.




แต่เรียนคณิตไม่เก่งมากมายอ่า




อยากเข้า วิลัยสื่อ

#17 By chubby skip on 2009-03-14 22:51

แหล่มมากค่ะ confused smile

อ่านแล้วนึกถึงสมัยตัวเองเมื่อวันวานยังเอ๊าะอยู่นะเนี่ย อิอิ (ว่าจะหยิบเอนทรี่ประมาณนี้มาเขียนเหมือนกันแต่มาเจอที่นี่เสียก่อน ดีเลยค่ะ มีประโยชน์มากๆ)

อะ อาวปายยยยยยย โปะดาวHot! Hot! Hot!

#18 By Lavenya on 2009-03-14 23:03

พี่ค่ะ รุ่นหนูที่ใช่ GAT PAT ยังต้องแอดอีกเปล่าค่ะembarrassed

#19 By thinkking on 2009-03-14 23:17

Thank you very muchHot! Hot! Hot!

#20 By DeathTheKid on 2009-03-14 23:19

ซู้ดย่อด




ผมจบปี1ละ
ไม่เคยรุเรื่องพวกนี้

#21 By Kra-JouR on 2009-03-14 23:22

Hot! Hot! Hot!

เปิดมาข้อแรก อ่านหนังสือใหม่ทั้งหมด

>> กริ๊ดค่ะ แบบว่า วางมือ(?)ไปตั้งแต่รู้ผลรับตรงแล้ว...
(เพราะติดแพทย์ ตัดทุกอย่างทั้งแอดมิดและกสพท. ไม่เหลือเหต่ผลให้พยายาม=ขี้เกียจนั่นเองค่ะ)

สรุปว่า ต้องเตรียมตัวให้ดีสินะคะ เห้อ~sad smile

#22 By Verozia_ on 2009-03-14 23:32

ถ้าจะเรียนที่จุฬาฯ ผมแนะนำต่างออกไป

ปิดเทอมนี้ ขอให้พักผ่อนให้เต็มที่

เพราะเปิดเทอมมาน้องจะได้เริ่มชีวิตใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ใครที่ไม่ได้พักตอนนี้แหละ จะเสียใจ

ปิดเทอม รอผลนี้ ออกไปเที่ยว ไปเล่นกับเพื่อน ใช้เวลากับตัวเองให้คุ้มค่าที่สุด

ขอให้โชคดี

#23 By book on 2009-03-14 23:34

ถูกต้องที่สุดดดด cry
อ่านใหม่ไปได้เลย เพราะที่เรียนมาสามปี ม.ปลายเค้าสอนจบใน ครึ่งเทอมแรก และเพิ่มเนื้อหาใหม่แถมให้ด้วย

ใครตั้งตัวไม่ทันนี่มีดับ

#24 By หมูทอดซามะ on 2009-03-14 23:44

เอิ้กๆ จริงๆ มีอีกข้อหนึ่งงุบงิบไว้ใส่บล๊อกหน้า
"คู่มือเอาตัวรอดสำหรับเด็ก มช."

จะบอกว่าไปฟิตร่้างกาย ปอดไว้ให้พร้อมด้วยครับ
ประชุมเชียร์ และรับน้องขึ้นดอยจะไม่ไม่ลำบาก

ปีหน้าถึงจะสอบ GAT PAT ก็ยังเรียกว่า Admission อยู่ครับ (มีทั้งแบบตรงกับแบบส่วนกลาง)

เพียงแต่เพิ่มการสอบวัดความถนัดทั่วไป GAT
แล้วตัดต่อพันธุกรรมวิชาเฉพาะและ A-NET เป็นโคออร์เนเตอร์ PAT(มีใครอยากเป็น Newtype หรือ Innovator บ้างไหม)
และก็ยังมี O-Net เหมือนเดิม

แต่ไม่ว่าแบบไหน สิ่งที่ทำร้ายนักเรียนมากที่สุดก็คือการรวมเอาวิชาสายวิทย์ ไปรวมเป็นวิชาเดียว
ทำให้ผลการเรียนของเด็กปีหนึ่งสายวิทย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตกลงจนน่าตกใจ
ทั้งๆ ที่หลักสุตรก็เหมือนเดิม ข้อสอบก็ไม่ได้มีอะไรพิสดารกว่าเดิมเลย

#25 By Eddalion on 2009-03-14 23:49

ว้าา !มันจริงมาก ๆ เรยแหละ ๆ

เปงบทความที่ดีนะ สำหรับน้องที่จะเปงเฟรชชี่



จำอารมณ์ตอนเข้าเรียนปีหนึ่งใหม่ ๆ ได้เรยย

ชีววิทยา เรียนมอปลายเกือบปี จบภายในคาบเดียวว



โอ้ว ว แม่เจ้า ๆๆ จาบ้าตาย ยsad smile sad smile



เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก้จาดี ๆๆๆ


Salaya'25

confused smile confused smile

#26 By FiilmZz on 2009-03-14 23:56

สุดยอดมากเอนทรีนี้!

แต่ผมเรียนสายสังคมอยู่ - -

Hot! Hot! Hot!

#27 By KC_CRUSH on 2009-03-15 00:46

ข้อมูลเยอะสุดยอดเลยค่ะ
คำแนะนำดีๆ ทั้งนั้น..

น่าเสียดาย ที่ผ่านเวลานั้นมานานแล้ว..พลาดไปหลายอย่างเลย แหะๆ..

น้องๆ อ่านแล้วนำไปใช้กันนะคะ เชียร์อีกแรง

big smile Hot!

#28 By แอ้ on 2009-03-15 01:17

มาสะดุดตรงอักษรสีฟ้า ผมเรียกชั้น 3 หอสมุด ว่าโซนยุโรป
เพราะมัน... หนาวมากกก!!!
อีกอย่างนึง ถ้าเพลงเคนนีจีจะจบ แล้วเรายังหลับต่อ
เขาจะเดินมาปลุกพร้อมกับปิดไฟไล่อะครับ

#29 By emustra on 2009-03-15 03:02

Hot!
แหล่มครับ
จะเตรียมตัวอย่างดีเลย

#30 By ถ้วยน้อย on 2009-03-15 04:11

เขียนได้ดีมากเลยค่ะ มีสาระมากๆ Hot!

แต่ก้อทำให้เครียดเลยนะเนี่ย กำลังลั้นลาๆ~~55

#31 By [ Spelt - Francz ] on 2009-03-15 06:51

Hot!

อีกปีนึงแฮะ แต่ก็ขอบคุณงับ
เอาเด็กศิลป์มั่งฮี่
(หล่อนอยู่ปี 4 ไม่ใช่เรอะ!!!)
เดี๋ยวจะให้น้องชายมาอ่านบล็อกนี้ค่ะ น้องเอนท์ปีนี้พอดี จะเข้าทางสายวิทย์สุขภาพค่ะ Hot!

#33 By Kwanrapee_The_Artist on 2009-03-15 07:44

โฮ~~
อ่านแล้วเครียดค่ะ
คือปีนี้หนูเพิ่งขึ้นม.4น่ะก๊า
ไม่อยากจะนึกถึงอนาคตเลยว่าเราต้องดิ้นรนขนาดไหน(?)


5555555555
Hot! Hot! double wink
Hot! สาธุ ทำไมตอนเราสอบเข้าถึงไม่มีติวเตอร์มาเตือนแบบนี้บ้างน้อ

#35 By Lily Pixel on 2009-03-15 09:53

คงเคยได้ยินมั้ยว่า

เข้ามหาลัยได้ ก็สบายแล้วลูก

ฮา ไม่จริงอย่างที่สุด

สอบทีนึงอย่างกับ สอบAdmission ที่นึง

ก็ขอให้น้องๆที่จะเข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานนะครับ

#36 By fongnom on 2009-03-15 10:31

Hot! กำลังเตรียมตัวเป็นเด็กปีหนึ่งอยู่เลย ดีมากๆ

เรื่องคอมพิวเตอร์หนูว่าจริงนะ แบบว่าปีหนึ่งคงยังไม่จำเป็นต้องใช้ ไม่ต้องรีบซื้อกันก็ได้

#38 By ลูกคนโตเอง on 2009-03-15 11:16

ชอบใจข้อ 1 ค่ะ (ติดใจตั้งแต่ข้อแรกเลย ^^) จำได้ว่าตอนเรียนป.ตรีปีหนึ่ง เหมือนต้องเรียนม.ปลายใหม่หมดเลย เหอๆๆ แต่ใช้เวลาเรียนน้อยลง (ม.ปลายเรียนทั้งเทอม ปีหนึ่งเรียน 1 อาทิตย์) แล้วก็มีเนื้อหาอื่นเพิ่มเติมบ้าง แทบกระอักเลยทีเดียว...

#39 By ++ ด.ญ. เอ๋อี้ ++ on 2009-03-15 11:19

เพื่อนเราจากเด็กเรียนเป็นขี้เหล้าไปละ


แต่เราขี้เหล้าอยู่แล้วเลยไม่เครียด

#40 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-03-15 11:36

อ่านไม่จบอ่ะครับ

แหะๆsad smile big smile Hot!

#41 By น้ามชา on 2009-03-15 13:00

Hot! Hot!

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งคะ

ทวน ๆ ๆ

อ่านอ่านอ่าน เยอะ ๆ

เข้าไปเรียนจริง ๆ จะคิดถึงอาจารย์โรงเรียนมากกกก

#42 By รักคือ? on 2009-03-15 13:28

วิ้วๆ ... ได้เพื่อนสายวิทย์อีกคนแล่ว big smile
ปล.เรียนปีไหนที่ไหนอ่ะคับนี่
(ถ้าให้เดาคงบ้านอยู่เชียงใหม่ แต่ไปเรียนมหิดลนิ)

Hot!

#43 By djehuti on 2009-03-15 13:56

ถามจิง

อ๊าก ก ก ก ก ก ก ก ก

#44 By zamheaw on 2009-03-15 20:14

อยากนำไปใช้บ้างอะครับ

แต่มันผ่านมานานแล้ว 55+

แนะนำน้องๆได้ดีมากครับ Hot!
ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอรุ่นพี่นวมินท์ที่นี่
หนูจบรุ่น 18 ค่ะ
ตอนนี้โรงเรียนเปลี่ยนไปมาก ท้งสภาพแวดล้อม และ คุณภาพเด็ก
เห็นครูหลายคนบอกว่า ทำไมพวกเธอถึงไม่เหมือนรุ่นพี่เลยนะ
ทำให้หนูอดคิดไม่ได้ว่า รุ่นพี่ของเรา ต้องเพอร์เฟคเอามากๆแน่ๆ
ยังจำอาจารย์นครได้รึป่าวคะ ตอนนี้อาจารย์ไม่ค่อยสบายเลย
พี่ชอบเรียนฟิสิกส์ หนูคิดว่าพี่คงรู้จักอาจารย์เป็นอย่างดี
ว้าวววววว ตื่นเต้นจังค่ะ ไม่นึกว่าจะเจอพี่ที่นี่
ขอคาระวะอย่างแรงงงงงงงงงงงงงงงงงง

#46 By EyoreZa on 2009-03-15 21:18

Hot!

เห็นอย่างงี้แล้วอยากกลับไปเรียนปีหนึ่งใหม่ sad smile

ขึ้นปี2 จะยากขึ้นไปอีก

#47 By antzzer on 2009-03-15 21:42

อ่าน ต่อยอดว่า

ต่อย-อด sad smile

แต่ก็เห็นด้วยนะ

วิชามารมันมี หลายแขนงจริงๆ Hot!

#48 By Arcobaleno on 2009-03-15 23:55

ขอบคุณมากมายครับพี่confused smile Hot! Hot!

#49 By inatmon on 2009-03-16 01:08

เด็กมอก๋าเนี่ยยยยยย




แหะๆๆ



หอสมุด ไปหลบร้อนซัมเมอนร์เท่านั้นแหละ

อ้อๆๆ itsc ตวยหนาsad smile

#50 By สามหมอก on 2009-03-16 03:16

ถ้าเข้าใจถึงพื้นฐานจริง ๆ
ก็จะเรียนชิว ๆ ไปเลยครับสำหรับคณะนี้double wink

#52 By Wisor on 2009-03-16 11:57