จั่วหัวมาอย่างกับ EVANGELION แต่ไม่ได้พูด EVA หรอกนะ  เพียงแต่นึกถึงคำพูดที่ว่า "สนามพลังเอทีทำให้คนเราไม่เข้าใจกัน"  "แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน"  ถ้าพูดแบบธรรมดานอกจักรวาลอีวาก็คงพูดได้ว่า  สนามพลังเอทีคือกำแพงใจ อันเกิดจาก ความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ ค่านิยม  อุปนิสัย ตลอดจนอคติ ที่ทำให้มนุษย์เราต่างกัน(ไม่สลายตัวผสมกันเป็น LCL)  และไม่เข้าใจกัน   ทีนี้ก็เลยคิดว่าอะไรหนอ ที่ทำให้ วิชาฟิสิกส์ เป็นยาขม ไม่ใช่สิ เป็นไม้เบื่อไม้เมากับหลายๆ คน ทำไมหลายคนไม่เข้าใจฟิสิกส์หนอ หรือเป็นเพราะสนามพลังเอที (ลากถูลู่ถูกังให้มันเกี่ยวกันสุดฤทธิ์)

ทีนี้เพื่อจะให้เราเข้าใจฟิสิกส์ได้ดีขึ้น เราก็ต้องใช้ Anti A.T. Field มาสลาย "กำแพงใจ" ดังกล่าว  ซึ่งก็ต้องทำความเข้่าใจที่มาที่ไปของ "กำแพงใจ" 

เท่าที่สังเกตเอาจากเพื่อนผม กับหลายคนที่แลกเปลี่ยนความเห็นกันใน Entry ก่อนหน้านี้ ผมพอจะสรุปด้วยประสบการณ์ส่วนตัวและความคิดเห็นอันมีจำกัดเท่าที่คนๆ หนึ่งจะพอคิดได้ดังนี้

  1. ดนขู่ให้กลัวเสียแต่แรก ยังจำวันแรกที่เรียนฟิสิกสตอน ม.4 ได้ ครูท่านด้วยความหวังดีจะขู่ให้เราตั้งใจ จึงขู่นักเรียนเสียก่อนว่าฟิิสิกส์มันยาก รุ่นพี่เธอเตรียมสอบอยากลำบากกันอย่างนู้นอย่างนี้   รวมไปถึงรุ่นพี่ตัวดีที่ชอบขู่รุ่นน้อง   ในแง่หนึ่งมันเป็นการกระตุ้นให้เราฮึดแต่หน่ออ่อนแห่งความกลัวก็ฝังรากลงในใจเสียแล้ว  ดังนั้นอย่ากลัว อย่าไปเชื่อคำเขาลือ อย่าไปถือคนเขาพูดกัน
  2. อ่อนคณิตศาสตร์พาลอ่อนฟิสิกส์ตาม เนื่องจากฟิสิกส์หยิบยืมคณิตศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการคำนวณและพิสูจน์ตรรกะเหตุผล  ใครก็ตามที่ด้อยในทางคณิตศาสตร์จำพวก พีชคณิต  เรขาคณิต ตรีโกณมิติ เวคเตอร์  หรือแม้แต่บวกลบคูณหารตัวเลขธรรมดาๆ  เมื่อมาเจอฟิิสิกส์ก็น๊อคด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่กันทันที  ทางแก้ก็คือต้องไปอัพเกรดคณิตศาสตร์ก่อนนะ
  3. ฟิสิกส์บางเรื่องขัดกับความเคยชินหรือความรู้เดิม  อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เลยทีเีดียว บางทีความเคยชินกับความรู้แบบที่เคยฝังหัวมันตีกับความรู้ใหม่ทำให้สับสน    อย่างเช่นเรื่องโลกกลม โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของเอกภพ  กาลิเลโอทิ้งลูกเหล็กจากหอเอนแห่งปิซา   เป็นต้น    แต่ที่ยกตัวอย่างมามันไกลไป  ลองแบบใกล้ๆ บ้าง     เมื่อตอนที่ผมเรียนคอร์สติวสอบ TOEFL  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราฝึกทำโจทย์ในส่วนที่เป็นการอ่าน "บทความ" แล้วตอบคำถาม  มีอยู่บทความหนึ่งที่พูดถึงอุณหภูมิของดาวฤกษ์กับสีของดาว   แล้วมีคำถามว่า "คำว่า ดาวฤกษ์มัน Redden ในบทความนี้หมายความว่าอะไร?"  ซึ่งทุกคนในห้องที่มาจากหลายสาขาทั้งวิทย์และศิลป์ล้วนตอบว่า Redden = hotter ที่แปลว่าร้อนขึ้นนั่นเอง   ซึ่ง "ผิด" คนที่ตอบถูกคือผมเท่านั้นที่ตอบว่า Redden = cooler  และอาจารย์ก็เฉลยว่า cooler ด้วย แต่อาจารย์ท่าน(จบเอกภาษาอังกฤษ) ก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงเฉลยมาอย่างนี้    อาจารย์ก็เลยขอให้ผมช่วยอธิบาย  ตามการแผ่รังสีของวัตถุดำ(Blackbody radiation) วัตถุที่อุณหภูมิต่ำจะเปล่งแสงสีแดงเข้มกว่าแสงสีอื่นๆ  ส่วนดาวฤกษ์อุณหภูมิสูงจะเปล่งแสงสีน้ำเงินหรือม่วงเข้มข้นกว่าแสงสีอื่น  เมื่อดาวฤกษ์ Redden หรือแดงขึ้น ก็แสดงว่าอุณหภูมิของดาวเย็นลง นั่นเอง      ซึ่งตรงนี้เพราะมันไปขัดกับสิ่งที่เคยสอนในวิชาศิลปะและสิ่งที่เราเคยถูกบอกให้เชื่อว่า  "สีแดง" ให้ความรู้สึกร้อน "สีน้ำเงิน" ให้ความรู้สึกเย็น  ทำให้เข้าใจผิดกันหรืองงกันไปเลย  (ตอนผมอธิบายเรื่องการแผ่รังสีของวัตถุดำก็มีคนทำหน้างงๆ ไม่เืชื่อด้วยนะ  เลยอธิบายด้วยตัวอย่างใกล้ตัวหน่อยก็ เปลวไฟสีน้ำเงินร้อนกว่าเปลวไฟสีเหลืองเหมือนกัน)    มิหนำซ้ำถ้ามาเจอเรื่องควอนตัมที่ปรากฏการณ์ในระดับควอนตัมนั้นขัดแยงกับความเคยชินตามกลศาสตร์คลาสสิคโดยสิ้นเชิง  เช่น แสง(ที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)ประพฤติตัวแบบอนุภาคก็ได้ แบบคลื่นก็ได้  อิเลคตรอน(อนุภาค)ประพฤติตัวแบบอนุภาคก็ได้แบบคลื่นก็ได้อีก   ก็ยิ่งพาลงงกันเข้าไปอีก                นี่จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสับสนกันระหว่างความเชื่อเดิมๆ กับความรู้ทางฟิสิกส์ใหม่ๆ จนนำมาซึ่งความไ่ม่เข้าใจ
  4. ไม่แม่นนิยาม วิชาวิทยาศาสตร์หรือแม้แต่วิชาอื่นใดพวกนิยามของ Technical Term มีความสำคัญต่อการสื่อสารกันให้เข้าใจตรงกัน ถ้าเราไม่แม่นนิยามเสียอย่างหนึ่ง  จะไปอ่านหนังสือหรือทำข้อสอบก็จะเข้าใจผิดกันไปใหญ่   เช่น ผมเคยเจอคนที่เข้ามาถามว่านิวเคลียร์ฟิวชันคืออะตอมธาตุเบารวมกันอะตอมธาตุเบา ทีนี้เขาก็สงสัยว่าแล้วอิเลคตรอนในอะตอม(อะตอม=นิวเคลียส+อิเลคตรอน)เนี่ยมันรวมกันเป็นอะไร    ซึ่งจริงๆ แล้ว นิวเคลียร์ฟิวชันคือนิวเคลียสธาตุเบารวมกันต่างหาก ไม่ใช่อะตอมรวมกันอ่ะ   หรืออย่างบางคนก็สับสนระหว่าง งานกับทอร์ค ที่หน่วยของมันออกมาเป็น  หน่วยของแรงคูณกับหน่วยของระยะทางเหมือนกัน แต่ว่าทิศทางต่างกัน  ถ้างาน แรงกับการกระจัดต้องขนานกัน   แต่ถ้าเป็นทอร์คหรือโมเมนต์ แรงกับรัศมีของแรงต้องตั้งฉากกัน  
  5. ท่องสูตรลัดและติวข้อสอบจนชินแต่ไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์  ก็คือยึดติดกับสูตรจนเกินไป ยิ่งที่ไปติวเพื่อเอาสูตรลัดยิ่งไปกันใหญ่ เพราะสูตรลัดมันมีข้อจำกัดที่ใ้ช้ได้กับกรณีใดกรณีหนึ่งเท่านั้น  พอติดกับสูตรมากเข้า พอไปเจอโจทย์ที่มันพลิกแพลงยิ่งขึ้น ความที่ไม่เข้าใจหลักการพื้นฐาน ก็จะทำโจทย์ไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้    ทางที่ดีคือพยายามทำความเข้าใจสูตรลัดสืบค้นหาที่มาที่ไปของมัน โดยเริ่มจาก "นิยามทางฟิสิกส์" แล้วใส่เงื่อนไขเหตุการณ์ที่เราสนใจเข้าไป ค่อยๆพิสูจน์แก้ตัวแปรคณิตศาสตร์มันออกมาจนได้สูตรลัด  หรือที่เรียกว่า Derive มันออกมา จะเป็นการใช้สูตรลัดได้มีประโยชน์กว่าการท่องจำไปใช้อย่างเดียวครับ
  6. ไม่ตั้งใจเรียน  อันนี้ไม่ว่ากับวิชาไหนก็คงเหมือนกันละนะ
  7. อาจารย์ถ่ายทอดไม่ดี  ใช่ว่าจะรำไม่ดีโทษปีโทษกลองหรือล้างครูนะครับ แต่ต้องยอมรับว่าครูสอนวิทยาศาสตร์ที่ถ่ายทอดได้ไม่ดีนักก็มี  หรือบางแห่งขาดแคลนครูฟิสิกส์เลยต้องเอาครูสาขาอื่นมาสอนแทน
  8. ตำราไม่น่าอ่าน  ตำราวิทยาศาสตร์บ้านเราไม่ค่อยดึงดูดให้อ่าน มีแค่สีขาวดำ กระดาษก็ไม่่น่าจับ(พูดตรงๆเลยว่าผมแทบไม่เคยหยิบเอาตำรา สสวท มาอ่านเตรียมสอบ)  ไม่เหมือนตำราของต่างประเทศที่สีสัดสวยงามถ่ายทอดเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ดี   แต่ก็ต้องเข้าใจครับว่า "งบน้อย" จะพิมพ์เป็นสีมันก็แพงเสียอีก
  9. แลบแห้ง ในตำราของ สสวท. มีให้เราทำแลบด้วยครับ เพื่อเพิ่มความเข้าใจและฝึกทักษะปฏิบัติการณ์ แต่มักมีเหตุและปัจจั