จั่วหัวมาอย่างกับ EVANGELION แต่ไม่ได้พูด EVA หรอกนะ  เพียงแต่นึกถึงคำพูดที่ว่า "สนามพลังเอทีทำให้คนเราไม่เข้าใจกัน"  "แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน"  ถ้าพูดแบบธรรมดานอกจักรวาลอีวาก็คงพูดได้ว่า  สนามพลังเอทีคือกำแพงใจ อันเกิดจาก ความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ ค่านิยม  อุปนิสัย ตลอดจนอคติ ที่ทำให้มนุษย์เราต่างกัน(ไม่สลายตัวผสมกันเป็น LCL)  และไม่เข้าใจกัน   ทีนี้ก็เลยคิดว่าอะไรหนอ ที่ทำให้ วิชาฟิสิกส์ เป็นยาขม ไม่ใช่สิ เป็นไม้เบื่อไม้เมากับหลายๆ คน ทำไมหลายคนไม่เข้าใจฟิสิกส์หนอ หรือเป็นเพราะสนามพลังเอที (ลากถูลู่ถูกังให้มันเกี่ยวกันสุดฤทธิ์)

ทีนี้เพื่อจะให้เราเข้าใจฟิสิกส์ได้ดีขึ้น เราก็ต้องใช้ Anti A.T. Field มาสลาย "กำแพงใจ" ดังกล่าว  ซึ่งก็ต้องทำความเข้่าใจที่มาที่ไปของ "กำแพงใจ" 

เท่าที่สังเกตเอาจากเพื่อนผม กับหลายคนที่แลกเปลี่ยนความเห็นกันใน Entry ก่อนหน้านี้ ผมพอจะสรุปด้วยประสบการณ์ส่วนตัวและความคิดเห็นอันมีจำกัดเท่าที่คนๆ หนึ่งจะพอคิดได้ดังนี้

  1. ดนขู่ให้กลัวเสียแต่แรก ยังจำวันแรกที่เรียนฟิสิกสตอน ม.4 ได้ ครูท่านด้วยความหวังดีจะขู่ให้เราตั้งใจ จึงขู่นักเรียนเสียก่อนว่าฟิิสิกส์มันยาก รุ่นพี่เธอเตรียมสอบอยากลำบากกันอย่างนู้นอย่างนี้   รวมไปถึงรุ่นพี่ตัวดีที่ชอบขู่รุ่นน้อง   ในแง่หนึ่งมันเป็นการกระตุ้นให้เราฮึดแต่หน่ออ่อนแห่งความกลัวก็ฝังรากลงในใจเสียแล้ว  ดังนั้นอย่ากลัว อย่าไปเชื่อคำเขาลือ อย่าไปถือคนเขาพูดกัน
  2. อ่อนคณิตศาสตร์พาลอ่อนฟิสิกส์ตาม เนื่องจากฟิสิกส์หยิบยืมคณิตศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการคำนวณและพิสูจน์ตรรกะเหตุผล  ใครก็ตามที่ด้อยในทางคณิตศาสตร์จำพวก พีชคณิต  เรขาคณิต ตรีโกณมิติ เวคเตอร์  หรือแม้แต่บวกลบคูณหารตัวเลขธรรมดาๆ  เมื่อมาเจอฟิิสิกส์ก็น๊อคด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่กันทันที  ทางแก้ก็คือต้องไปอัพเกรดคณิตศาสตร์ก่อนนะ
  3. ฟิสิกส์บางเรื่องขัดกับความเคยชินหรือความรู้เดิม  อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เลยทีเีดียว บางทีความเคยชินกับความรู้แบบที่เคยฝังหัวมันตีกับความรู้ใหม่ทำให้สับสน    อย่างเช่นเรื่องโลกกลม โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของเอกภพ  กาลิเลโอทิ้งลูกเหล็กจากหอเอนแห่งปิซา   เป็นต้น    แต่ที่ยกตัวอย่างมามันไกลไป  ลองแบบใกล้ๆ บ้าง     เมื่อตอนที่ผมเรียนคอร์สติวสอบ TOEFL  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราฝึกทำโจทย์ในส่วนที่เป็นการอ่าน "บทความ" แล้วตอบคำถาม  มีอยู่บทความหนึ่งที่พูดถึงอุณหภูมิของดาวฤกษ์กับสีของดาว   แล้วมีคำถามว่า "คำว่า ดาวฤกษ์มัน Redden ในบทความนี้หมายความว่าอะไร?"  ซึ่งทุกคนในห้องที่มาจากหลายสาขาทั้งวิทย์และศิลป์ล้วนตอบว่า Redden = hotter ที่แปลว่าร้อนขึ้นนั่นเอง   ซึ่ง "ผิด" คนที่ตอบถูกคือผมเท่านั้นที่ตอบว่า Redden = cooler  และอาจารย์ก็เฉลยว่า cooler ด้วย แต่อาจารย์ท่าน(จบเอกภาษาอังกฤษ) ก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงเฉลยมาอย่างนี้    อาจารย์ก็เลยขอให้ผมช่วยอธิบาย  ตามการแผ่รังสีของวัตถุดำ(Blackbody radiation) วัตถุที่อุณหภูมิต่ำจะเปล่งแสงสีแดงเข้มกว่าแสงสีอื่นๆ  ส่วนดาวฤกษ์อุณหภูมิสูงจะเปล่งแสงสีน้ำเงินหรือม่วงเข้มข้นกว่าแสงสีอื่น  เมื่อดาวฤกษ์ Redden หรือแดงขึ้น ก็แสดงว่าอุณหภูมิของดาวเย็นลง นั่นเอง      ซึ่งตรงนี้เพราะมันไปขัดกับสิ่งที่เคยสอนในวิชาศิลปะและสิ่งที่เราเคยถูกบอกให้เชื่อว่า  "สีแดง" ให้ความรู้สึกร้อน "สีน้ำเงิน" ให้ความรู้สึกเย็น  ทำให้เข้าใจผิดกันหรืองงกันไปเลย  (ตอนผมอธิบายเรื่องการแผ่รังสีของวัตถุดำก็มีคนทำหน้างงๆ ไม่เืชื่อด้วยนะ  เลยอธิบายด้วยตัวอย่างใกล้ตัวหน่อยก็ เปลวไฟสีน้ำเงินร้อนกว่าเปลวไฟสีเหลืองเหมือนกัน)    มิหนำซ้ำถ้ามาเจอเรื่องควอนตัมที่ปรากฏการณ์ในระดับควอนตัมนั้นขัดแยงกับความเคยชินตามกลศาสตร์คลาสสิคโดยสิ้นเชิง  เช่น แสง(ที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)ประพฤติตัวแบบอนุภาคก็ได้ แบบคลื่นก็ได้  อิเลคตรอน(อนุภาค)ประพฤติตัวแบบอนุภาคก็ได้แบบคลื่นก็ได้อีก   ก็ยิ่งพาลงงกันเข้าไปอีก                นี่จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสับสนกันระหว่างความเชื่อเดิมๆ กับความรู้ทางฟิสิกส์ใหม่ๆ จนนำมาซึ่งความไ่ม่เข้าใจ
  4. ไม่แม่นนิยาม วิชาวิทยาศาสตร์หรือแม้แต่วิชาอื่นใดพวกนิยามของ Technical Term มีความสำคัญต่อการสื่อสารกันให้เข้าใจตรงกัน ถ้าเราไม่แม่นนิยามเสียอย่างหนึ่ง  จะไปอ่านหนังสือหรือทำข้อสอบก็จะเข้าใจผิดกันไปใหญ่   เช่น ผมเคยเจอคนที่เข้ามาถามว่านิวเคลียร์ฟิวชันคืออะตอมธาตุเบารวมกันอะตอมธาตุเบา ทีนี้เขาก็สงสัยว่าแล้วอิเลคตรอนในอะตอม(อะตอม=นิวเคลียส+อิเลคตรอน)เนี่ยมันรวมกันเป็นอะไร    ซึ่งจริงๆ แล้ว นิวเคลียร์ฟิวชันคือนิวเคลียสธาตุเบารวมกันต่างหาก ไม่ใช่อะตอมรวมกันอ่ะ   หรืออย่างบางคนก็สับสนระหว่าง งานกับทอร์ค ที่หน่วยของมันออกมาเป็น  หน่วยของแรงคูณกับหน่วยของระยะทางเหมือนกัน แต่ว่าทิศทางต่างกัน  ถ้างาน แรงกับการกระจัดต้องขนานกัน   แต่ถ้าเป็นทอร์คหรือโมเมนต์ แรงกับรัศมีของแรงต้องตั้งฉากกัน  
  5. ท่องสูตรลัดและติวข้อสอบจนชินแต่ไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์  ก็คือยึดติดกับสูตรจนเกินไป ยิ่งที่ไปติวเพื่อเอาสูตรลัดยิ่งไปกันใหญ่ เพราะสูตรลัดมันมีข้อจำกัดที่ใ้ช้ได้กับกรณีใดกรณีหนึ่งเท่านั้น  พอติดกับสูตรมากเข้า พอไปเจอโจทย์ที่มันพลิกแพลงยิ่งขึ้น ความที่ไม่เข้าใจหลักการพื้นฐาน ก็จะทำโจทย์ไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้    ทางที่ดีคือพยายามทำความเข้าใจสูตรลัดสืบค้นหาที่มาที่ไปของมัน โดยเริ่มจาก "นิยามทางฟิสิกส์" แล้วใส่เงื่อนไขเหตุการณ์ที่เราสนใจเข้าไป ค่อยๆพิสูจน์แก้ตัวแปรคณิตศาสตร์มันออกมาจนได้สูตรลัด  หรือที่เรียกว่า Derive มันออกมา จะเป็นการใช้สูตรลัดได้มีประโยชน์กว่าการท่องจำไปใช้อย่างเดียวครับ
  6. ไม่ตั้งใจเรียน  อันนี้ไม่ว่ากับวิชาไหนก็คงเหมือนกันละนะ
  7. อาจารย์ถ่ายทอดไม่ดี  ใช่ว่าจะรำไม่ดีโทษปีโทษกลองหรือล้างครูนะครับ แต่ต้องยอมรับว่าครูสอนวิทยาศาสตร์ที่ถ่ายทอดได้ไม่ดีนักก็มี  หรือบางแห่งขาดแคลนครูฟิสิกส์เลยต้องเอาครูสาขาอื่นมาสอนแทน
  8. ตำราไม่น่าอ่าน  ตำราวิทยาศาสตร์บ้านเราไม่ค่อยดึงดูดให้อ่าน มีแค่สีขาวดำ กระดาษก็ไม่่น่าจับ(พูดตรงๆเลยว่าผมแทบไม่เคยหยิบเอาตำรา สสวท มาอ่านเตรียมสอบ)  ไม่เหมือนตำราของต่างประเทศที่สีสัดสวยงามถ่ายทอดเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้ดี   แต่ก็ต้องเข้าใจครับว่า "งบน้อย" จะพิมพ์เป็นสีมันก็แพงเสียอีก
  9. แลบแห้ง ในตำราของ สสวท. มีให้เราทำแลบด้วยครับ เพื่อเพิ่มความเข้าใจและฝึกทักษะปฏิบัติการณ์ แต่มักมีเหตุและปัจจัยหลายอย่างทำให้นักเรียนบางโรงเรียนไม่ได้ทำแลบ  เช่น  ขาดแคลนอุปกรณ์ทำการทดลอง(สำหรับโรงเรียนที่ขาดจริงๆ)   บางโรงเรียนเน้นการสอบเข้าเสียจนอัดเนื้อหา 3 ปี ให้จบภายใน 2 ปี ดังนั้นภาคปฏิบัติการณ์ที่ไม่ได้ใ้ช้ในการสอบเข้า ก็ถูกละเลยไป   หรือเหตุผลที่พิสดารกว่านั้นคืออุปกรณ์แลบครบถ้วนแต่อาจารย์หวง กลัวนักเรียนทำเครื่องมือพังมั้ง เลยเอาออกมาใช้น้อย หรือไม่เอามาให้ทำเลยก็มี  ผลก็คือพอไม่ได้ทำแลบ ไม่ได้เห็นกับตา ก็ไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้ภาคทฤษฎีกับปรากฎการณ์จริงได้

  แล้วคุณล่ะเจอสนามพลังแบบไหนทำให้ไม่เข้าใจฟิสิกส์(หรือแม้แต่วิชาอื่นๆก็ได้)  สำหรับผมนั้น ความเป็นคนขี้เกียจการท่อง  ทำให้ไม่ค่อยถูกกับวิชาชีววิทยาเสียเลย (ดูเป็นเยี่ยงแต่อย่าเอาอย่างนะครับ)

Entry นี้ขอจบห้วนๆ แต่เพียงเท่านี้....  ตอนเย็นจะไปดู Rebuiltd of EVAGELION 1.0 หุหุ

 

Comment

Comment:

Tweet

That's the <a href="http://glqfztxgrar.com">peecrft</a> insight in a thread like this.

#36 By Ti3Y5lrCm (80.154.108.61) on 2013-07-28 17:15

Me and this article, sitting in a tree, <a href="http://xxznsjplu.com">L-NR----N-IAE-G!</a>

#35 By QkdZydFSGvu (119.252.27.74) on 2013-07-27 00:15

Such a deep anrwes! GD&RVVF

#34 By GJF26Tz9347y (50.78.252.161) on 2013-07-25 00:24

cry double wink wink question

#33 By ฟลุค (125.26.23.104) on 2011-10-23 12:06

ขอบคุณฮับ

#32 By จองที่พัก (125.24.158.93) on 2009-07-23 23:17

ถูกต้องนะคร้าบบบ

#31 By รับจัดเลี้ยง (125.24.140.74) on 2009-04-18 23:32

ข้อ 2. เพราะตอนม.5 เอาการบ้านเลขของบ้านตรงข้ามมาลอก (แบบไม่คิด) ตลอด เลยทำให้ไ่ม่มีความรู้เรื่อง log, ln, e เลย
ข้อ 6. แล้วตอนเทอมปลายม.5 ยังโดดเรียนไปเที่ยวกะสาวอีก สอบตกตามระเบียบ 55555
ข้อ 7. ยัังจำได้แม่นว่าโจทย์ฟิสิกส์ที่เกี่ยวกับการตกอิสระที่ว่า ถุยนำ้ลายจากตึก 5 หยด แต่ละหยดห่างกันกี่วิฯ ให้หาว่าเมื่อหยดแรกถึงพื้นแล้วหยดสุดท้ายอยู่สูงจากพื้นเท่าไหร่
เป็นโจทย์ที่ทำให้เลิกสนใจวิชาฟิสิกส์ไปเลย (ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วฟิสิกส์มันมีอะไรมากกว่านั้นตั้งเยอะ)

#29 By นิรนาม (222.123.158.207) on 2008-08-24 00:16

สาระดี ทำให้ เข้าใจ วิทยาศาสตร์มากขึ้นมาเยอะเลยครับHot! Hot!

#28 By ร่มไร้อาร์ on 2008-08-23 22:31

ไม่ว่าจะด้วยประการละฉะไหน ก็โดนใจหนูเหลือเกินค่ะ OTZ

ตอนนี้อยู่ม.5สายวิทย์แล้วแต่ก็ยังไม่รู้เรื่องฟิสิกซ์อยู่เหมือนเดิม จริงอย่างที่พูดเลยล่ะค่ะว่าตอนแรกที่เข้าคาบฟิสิกซ์อาจารย์ก็ขู่ไว้เพียบเลย แล้วหนูก็ไม่เก่งเลขด้วย แต่ว่าเรียนเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ อุตส่าห์ไปลงทุนเรีนพิเศษก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้น แบบฝึกหัดก็ทำนะแต่ว่าทำไมมันถึง.....อะฮือๆๆๆ โหวตค่ะ อย่างงี้มันต้องโหวต Hot! Hot! Hot! Hot!

#27 By KUN on 2008-08-23 22:17

บางเรื่องที่เข้าใจ์มันก็สนุกดี แต่ที่ไม่เข้าใจนี่มันก็แบบว่า
เฮ้อ ไม่ชอบเลยอ่ะ
พอไม่ชอบก็ไม่มีแรงตั้งใจเรียนอีก = = ชีวิตชีช่ำกะหล่ำปลีจริงๆ
จะลองทำตามข้อ 4 และ 5 ดูนะคะ เพราะอ.ที่โรงเรียน ไม่ค่อยสนใจจะอธิบายที่มาที่ไปเท่าไรห่ มาถึงก็จดสูตรพาทำโจทย์เลย
(นี่มันอะไร๊!!!)

#26 By GINSVIPZ on 2008-08-23 22:07

อื้อหือ เข้าใจอย่างถ่องแท้ sad smile

#17

A.T. Field = Absolute Terror Field เป็นลักษณะคล้าย ๆ ม่านพลังที่ป้องกันการรุกราน จากภายนอก หรือใช้สลายการคุกคาม เป็นม่านพลังที่ สาว EVANGELION ทุกคนรู้จักกันดี confused smile

Hot! Hot! Hot!

#25 By Sain on 2008-08-23 18:56

Hot! ไม่ได้เรียนสายวิทย์มาเหมือนกันค่ะ
เสียดายที่โง่เลขแบบสุดๆเลยไม่ได้เรียน ทั้งๆที่ก็ชอบวิทยาศาสตร์มากอะค่ะ แต่เราเห็นด้วยนะคะเรื่องอาจารย์ที่สอนนี่สำคัญมากๆเลย cry พรุ่งนี้จะไปดูเรย์จังในโรงเหมือนกันค่า5555

#24 By Ame... on 2008-08-23 01:09

อนึ่งอยากให้เด็กสนใจในวิชา ต้องเริ่มต้นที่อาจารย์...

big smile Hot!

#23 By Nut_kun on 2008-08-22 23:10

เคยหนีฟิสิกส์หัวซุกหัวซุน แต่ท้ายที่สุด ในงานวิทยานิพนธ์ของตัวเอง กลับต้องใช้ความรู้ทางฟิสิกส์เข้ามาช่วยอธิบาย โบราณว่า ยิ่งหนียิ่งเจอ ท่าจะจริง sad smile

ถ้าไม่ดูเป็นการรบกวน อยากให้คุณ ed เขียนเกี่ยวกับ coherent ของคลื่นเสียง ไว้เป็นวิทยาทานสักนิด จะขอบพระคุณมากครับ

#22 By Eddy on 2008-08-22 20:38

เอ..สำหรับผมคงเป็นเพราะไม่ตั้งใจเรียนมากกว่าครับ

อาจจะเนื่องจากว่าตัวเองไม่มีแรงจูงใจให้ชอบฟิสิกส์ ไม่ได้สนใจหรอกว่า รถสองคันวิ่งสวนกันชนกันแรงปฏิกิริยาจะเท่าไหร่

แต่กับการเขียนโปรแกรม เอ้อ เขียนแบบนี้ แล้วได้โปรแกรมแบบนี้ออกมา อ้าวติดปัญหาตรงนี้ เอ๊ะใช้วิธีนี้แก้ได้ มันคงเห็นผลอะไรได้ชัดเจนมากกว่า

แต่สำหรับฟิสิก์และวิชาอื่น ๆ แล้วพอเรียนมันจะเกิดคำถามว่า แล้วเอาไปใช้ในชีวิตจริงยังไง? เพราะระดับที่ใช้ได้ในชีวิตจริงผมว่ามันคงต้องเรียนกันระดับสูงมาก อย่างพวกการผลิตรถยนต์ที่ทดสอบการชนเพื่อสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น

ประมาณนี้ล่ะมั้ง :)

#21 By xelloss on 2008-08-22 16:54

นี่แหละนะ สถาบันกวดวิชาฟิสิกส์ถึงได้รวยเอา เบื้องต้นเพราะการเรียนในห้องมันไม่สนุก

#20 By palermos on 2008-08-22 11:51

เจอลิลิธ(2)กับชามเชล(4)เข้าไปถึงกับกระอักเลือดค่ะ
2 ข้อนี้ถูกเผงเลย sad smile
แต่พอจะพัฒนาด้านคณิตศาสตร์ก็สายไปซะแล้ว
เอนต์พอดี... ตอนสอบเลยต้องหวังพึ่งกับไฟฟ้าเอา
(ซึ่งฟลุ๊ค ปีนั้นออกไฟฟ้าเยอะ)

แต่ในบรรดาวิชาสายวิทย์เรากลับชอบชีวะมากที่สุดแฮะ
เหมือนอ่านนิยายดี confused smile

#19 By ToEi on 2008-08-22 08:58

rep # 14

Physic นี่อย่างชอบแต่ไหนแต่ไร เลยเรียนวิศวะไง

แต่ Calculus นี่ เหนื่อยใจ จริงๆเลยแหละ

#18 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-08-22 00:36

2. พอเริ่มเจอพวกพิกัดทรงกระบอก ทรงกลม จะเริ่มหงอยนิดหน่อยแล้วค่ะ
3. Reddening เคยเจอคำนี้ใน Astrophysics ด้วยแฮะ
4. อันนี้จริงค่ะ sad smile
อาจารย์ชอบบอกว่าเคล็ดวิชามันมีนิดเดียวเอง
อย่างสมการคลื่นก็มีที่มามาจาก F=ma
ง่ะ ก็หนูปรู๊ฟต่อไม่ถูกแล้วอ้ะ sad smile
5. ม. ปลาย ใช่เลย
6. ก็ใช่อีกนั่นแหละ sad smile
7. บางทีเจออาจารย์ที่เรารู้สึกติดลบ ... ก็พาลไม่อยากเรียนด้วยอีก ฮ้่ๆ
8. พอเจอตำราภาษาอังกฤษ รูปสวย แต่ขี้เกียจอ่านอีก

แหะๆๆ
ขอบคุณนะคะ
ว่าแต่สนาม A.T. คืออะไรอ้ะคะ wink

#17 By Bluemoon on 2008-08-22 00:23

ไม่รู้ว่ามีใครบอกเอาไว้ ว่าครูคนแรกที่สอนวิชาหนึ่งๆ มักส่งผลกระทบอันยาวนานต่อทัศนคติของผู้เรียนต่อวิชานั้น

...ซึ่งผมก็เห็นด้วยระดับนึงเลยล่ะครับ...

#16 By DDP on 2008-08-21 23:05

ฮะๆ เข้าใจโยงดีนะครับ

ถ้าได้ไปดูหนังมาซักรอบ อาจมีประเด็นเพิ่มเติม มาเขียนภาคต่อก็ได้นะ confused smile

#15 By Zieghart on 2008-08-21 22:11

ถ้าฟิศิก พวก กลศาสตร์ พวกนี้ไม่ค่อยอะไรกะมัน

แต่ถ้าไฟฟ้าเลิกคุย 2/120 ก็ทำมาแล้ส



Ps ไอ่คนตอบคนแรก มันเก็บกดตั้งแต่อยู่ โรงเรียนแร้ว ว

#14 By herenoi on 2008-08-21 21:26

พอดีเรียนสายศิลป์ - -

#13 By KC_CRUSH on 2008-08-21 21:11

เอ่อ . .. ... .

สายวิทย์

มันน่ากัวขนาดนั้นเรยอ่อ-*-

เราจาเรียนสัดตะวะเเพรด

ชักกัวๆเเร้วอ่ะดิ

=A=

#12 By อืมมม (125.24.225.242) on 2008-08-21 20:41

เพราะไม่ตั้งใจเรียนถูกครับ

เพราะ แลบแห้ง ถูกครับ

ที่กล่าวมา ถูกหมดเลย

=="

แต่เรียนวิทยสนุกดี


#11 By dong=ดอง,โด่ง on 2008-08-21 20:04

เรื่องคณิตศาสตร์กับฟิสิกส์ก็อาจเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ทั้งหมดนะ
เพราะเราเป็นคนที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์หรือcalculus มากๆ
แต่ฟิสิกส์เน้นความเข้าใจที่มากกว่า แล้วก็มีตัวอย่างที่มีจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลข เลยทำให้เรียนแคลห่วยแต่ฟิสิกส์โอเค

แต่เพื่อนเราเก่งแคลมากๆ แบบว่ากระดิกนิ้วตอบได้เลย แต่กลับไม่ชอบฟิสิกส์มากๆ

แต่สำหรับเรา ฟิสิกส์ยังไงก็เจ๋งกว่าอยู่แล้ว(ไม่ได้เรียนภาคฟินะ) และก็ชอบหลักการของไอสไตน์(แม้ว่าจะไม่ทั้งหมด) ค่ะ
ของผมคือแลบแห้งอ่ะพี่เอ็ด เข้าแลบทีเห็นของเล่นล้อมรอบตัวไปหมด แต่มาสเตอร์ให้นั่งคำนวณบนกระดาษอย่างเดียว

#9 By Repentant on 2008-08-21 19:12


ถูกกกก ที่สุด~ !!!

วิชาขแนงวิทย์ใดๆ ก็ไม่สามารถทำให้ข้าน้อยปวดตับเท่าฟิสิกส์(แต่ก็จะสอบเข้าสายวิทย์ เจริญญญญ)

#8 By * Czerny - Hottea on 2008-08-21 18:45

ดูแล้วมารีหวิวด้วยนะคร้าบ cry

#7 By on 2008-08-21 18:32

เป็นข้อ 2 แหละ
ตรีโกณกำลังเน่าได้ที่sad smile Hot!

#6 By technikos on 2008-08-21 18:17

เจอทุกแบบเลยครับ ถึงผมจะพยายามชอบมันก็เถอะ

#5 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-08-21 17:57

sad smile แปะไว้ก่อนเด้อ เย็นๆมาอ่านเต็มๆ

ปล.แล็ปแห้งเจอมาเยอะละ เลยเก่งฟิสิกส์ซะ หุหุ

#4 By mookynoi (125.24.226.167) on 2008-08-21 14:51

ไม่เข้าใจ..... เพราะไม่ได้เรียนสายวิทย์ค่ะ ฮาๆๆ (แล้วสะเหร่อมาตอบเพื่อ!?)

แต่อ่านข้างบนแล้วพอจะเข้าใจอยู่หลายข้อ โดยเฉพาะข้อ7 น้องสาวชอบมาบ่นว่า อาจารย์ที่สอน ถึงจะจบจุฬามา แต่เพิ่งจบแถมยังไม่พยายามสอนให้ง่ายต่อการเข้าใจ เลยเข้าประเภท เรียนเก่ง ตัวเองรู้เรื่อง แต่อธิบายให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ sad smile

#3 By lumin on 2008-08-21 14:21

เขียนดีนี่!!Hot!

#2 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-08-21 14:05

เขียนดีนี่!!

#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-08-21 14:05