คำถามนี้เป็นคำถามพื้นฐานที่คนที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจจะเรียนวิทยาศาสตร์ อาจจะถูกถามโดยญาติ เพื่อน(คณะอื่น) หรือใครก็แล้วแต่  (ยืนเฝ้าบูทในงานวิทยาศาสตร์ฯ ที่ไบเทคมาสองปี โดนถามทุกปีเลยให้ตายสิ)

โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์มักถูกมองว่าถ้าไม่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็เป็นครู แต่แท้จริงแล้ว "เราไปได้หลากหลายยิ่งกว่านั้น"

ข้อเสียเปรียบอย่างหนึ่งคือ  "คณะวิทยาศาสตร์" ไม่ได้สอนวิชาชีพโดยตรง และชื่อคณะก็มีความหมายค่อนข้างกว้างเกินกว่าจะระบุวิชาชีพลงไปให้แน่ชัด  ไม่เหมือนแพทยศาสตร์  พยาบาลศาสตร์  ทันตแพทยศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์  สถาปัตยกรรมศาสตร์  สื่อสารมวลชน บัญชี บริหารธุรกิจ หรือวิชาอื่นๆ ที่ชื่อคณะบ่งบอกวิชาชีพให้ในตัวอยู่แล้ว ใครก็ตามเห็นชื่อคณะก็รู้ได้เลยว่าจบมาสามารถเป็นอะไรได้(แต่ใครจะจบแล้ว เป็นหรือไม่เป็นก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ยังมีคณะที่หลัำกๆ แล้วไม่ได้เป็นวิชาชีพโดยตรง แต่เป็นคณะที่สอนตลอดจนวิจัยสร้าง "ความรู้พื้นฐาน" อย่างเช่น สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา รัฐศาสตร์ เป็นต้น ซึ่ง "คณะวิทยาศาสตร์" เองก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้  คือถ้าไม่ได้ทำความรู้จักอย่างจริงจังอาจจะมึนๆ งงๆ ได้ว่า เอ้ จบมาแล้วไปทำงานอะไรกันน้อ...... (นอกเหนือจากเป็นครู อาจารย์ นักวิทยาศาสตร์)

อย่างไรก็ดี  ครูบาอาจารย์ท่านสอนและฝึกให้เราหาความรู้และสร้างความ รู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ส่วนทักษะพวก  ทักษะปฏิบัติการในห้องแลบ ทักษะการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เตรียมสารเคมี เตรียมตัวอย่างชิ้นเนื้อเยื่อ เลี้ยงเชื้อ  เลี้ยงรา เขียนโปรแกรม เขียนแบบ กลึงเหล็ก เชื่อมโลหะ  เขียนลายปรินท์วงจรไฟฟ้า เชื่อมวงจร ตั้งกล้องดูดาว ถ่ายภาพดาวมาทำวิจัย ถ่ายภาพสเปคตรัมดาว  เข้าห้องมืดล้างอัดฟิลม์  ประกอบคอมพิวเตอร์  ทำคลัสเตอร์คอมพิวเตอร์  ตำผงคาร์บอน ชงเหล้าให้รุ่นพี่(เอ๊ยไม่ใช่)   และอีกจิปาถะนั้น เป็นผลพลอยได้หรือเป็นแนวทางพาเราไปสู่จุดหมาย    ทีนี้ที่เหลือเมื่อเรียนจบก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะไปต่อยอดความรู้หาความ รู้เพิ่มเติม โดยอาศัยทักษะการแสวงหาความรู้อย่างที่เราถูกฝึกมา  ดังนั้นใครจะได้ทำงานตรง "สายวิชา" ที่จบมามากน้อยแค่ไหน  ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่ขยันและรักการเรียนรู้ครับ 

เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าว่า  จบฟิสิกส์นี่เขาทำมาหากินอะไรกัน (อาจจะกล่าวถึงภาควิชาอื่นด้วยเล็กน้อย แต่ข้อเน้นฟิสิกส์เป็นหลัก)

อาจารย์  เป็นสิ่งแรกที่หลายๆคนนึกถึงครับใครทำอาชีพนี้ถือว่าได้ใช้วิชาความรู้ตามสายงานได้เกือบตรงที่สุด

ครูมัธยม/ประถม  ต้องไปเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพครูก่อน หรือสอบบรรจุเข้ารับราชการนะครับสำหรับโรงเรียนรัฐบาล แต่เอกชนนั้นแล้วแต่นโยบายของโรงเรียน

เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการณ์/นักวิจัย ก็เกือบตรงกับสายงานเช่นกัน อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานศึกษาหรือสถาบันวิจัยของรัฐ ก็ได้  ตัวอย่างเช่น

  • สำนักงานมาตรวิทยา  มาตรฐานการชั่วตวงวัดพื้นฐาน น้ำหนัก เวลา ความยาว  
  • สำนักงานปรมณูเพื่อสันติ
  • เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
  • MTEC สำหรับคนที่เรียนหรือทำวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ 
  • NANOTEC (คุณจันทร์คราม-Bluemoon เพิ่มให้) 
  • สถาบันวิจัยซินโครตรอน
  • สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ตำรวจหน่วยพิสูจน์หลักฐาน/นิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ/เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ รุ่นพี่จากแลบเดียวกัน มีคนที่จบไปแล้วไปสอบบรรจุเป็นตำรวจ ปัจจุับันทำงานอยู่กองพิสูจน์หลักฐาน (จริงๆ คณะหรือภาควิชาอื่นก็สอบได้นะ)  นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงนักนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจต้องไปอบรมเพิ่มอีก(ไม่ใช่ปัญหา)

นักบิน  หลายคนบอกว่านักบินนี่จบ ป.ตรี สาขาไหนก็สมัครได้นี่ แต่เป็นความเชื่อส่วนตัวของผมว่าถ้ามีความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์  เครื่องยนต์กลไก จะได้เปรียบกว่าในแง่การทำความเข้าใจหลักการบินและอากาศพลศาสตร์ ซึ่งในหลักสูตรนักบินต้องมีแน่ครับ

นักธรณีฟิสิกส์   สำหรับบางมหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรร่วม ฟิสิกส์-ธรณี (เ่ช่น คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ----ผมรู้แค่นี้แหละ) ) นอกจากหลักสูตรฟิสิกส์ล้วนๆแมนแล้ว  นักศึกษาฟิิสิกส์สามารถลงหลักสูตรร่วม(Joint Program) (ไม่ใช่วิชาโทนะครับ  เด็กฟิสิกส์ต้องลง วิชาโท(minor) คณิตศาสตร์อยู่แล้ว) โดยลงทะเบียนเรียนกระบวนวิชาที่ภาควิชาธรณีวิทยาได้ด้วย  ทำให้สามารถทำงานของทางสายธรณีครับ  รุ่นน้อง รุ่นพี่หลายคนไปทำงานกับ  ปตท.  เชฟรอน. เป็นต้น หรือจะต่อโทเอก สายธรณีฟิสิกส์ก็ได้เช่นกัน

นักเคมีฟิสิกส์   โปรแกรมร่วมเคมี-ฟิสิกส์ ต้องไปเรียนและทำแลบเคมีด้วย เมื่อจบแล้ว ทักษะด้านแลบเคมีที่เคยผ่านจะช่วยให้สมัครงานในสายเคมีได้

นักชีวฟิสิกส์  โปรแกรมร่วมชีววิทยา กับฟิิสิกส์  ก็แน่นอนว่าทักษะทางแลบชีว คงช่วยเราหางานสายชีวฯ ได้ด้วย ไม่มากก็น้อย

นักขายอุปกรณ์วิทยาศาสตร์  พวกกล้องโทรทรรศน์อิเลคตรอน อุปกรณ์ในห้องแลบ  ความรู้ทางฟิสิกส์ช่วยให้เราทำความเข้าใจกลไกของเครื่อง สามารถอธิบายโน้มน้าวลูกค้าได้  

ฝ่ายวิชาการโรงงานอุตสาหกรรม/อิเลคทรอนิคส์  เพื่อนหลายคนทำงานโรงงานครับอยู่ในสายการวิัจัยและพัฒนา หรือไม่ก็อาจจะเริ่มจากการไลน์ผลิต

ผู้ตรวจสอบความปลอดภัย  มีรุ่นพี่ที่ห้องแลบออกไปทำงานด้านการตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ขนส่งทาง ท่อ พวกแท็งค์เก็บน้ำมัน สารเคมี  แม้จะไม่ตรงสายนักแต่พื้นฐานวิชาฟิสิกส์ทำให้เรียนรู้ใหม่ได้เร็ว

นักถ่ายภาพมืออาชีพ/ธุรกิจร้านอัดรูป/กล้องถ่ายภาพ  อาจจะเป็นความชอบส่วนบุคคลด้วย แต่กล้องถ่ายภาพนี่ ถ้าเข้าใจเรื่องทัศนศาสตร์ด้วย จะีดีมาก  อีกทั้งกล้องดิจิตอลสมัยนี้ใช้ ซีซีดี ซึ่่งแต่เดิมถูกพัฒนามาเพื่อใช้งานด้านดาราศาสตร์  

นักคณิตศาสตร์ประยุกต์ ฟิิสิกส์เรียนรู้หลักการแก้ปัญหา สร้างแบบจำลองเชิงทฤษฎี แล้วเอาคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้ นักศึกษาฟิสิกส์นอกจากวิชาฟิสิกส์แล้ว คณิตศาสตร์ก็สำคัญมากจนกลายเป็นวิชาบังคับ

โปรแกรมเมอร์  หลักสูตรร่วม ฟิสิกส์-คอมพิวเตอร์,รวมทั้งแนวโน้มในการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น Grid หรือ cluster มาคำนวณ ทำให้นักศึกษาฟิสิกส์ต้องเรียนรู้และใช้คอมพิวเตอร์เขียนโปรแกรมเป็น มีเพื่อนผมหลายคนที่หันไปจับงานด้านโปรแกรมเมอร์รวมทั้งเขียนเวบ เขียนโปรแกรม

 ธุรกิจส่วนตัว หลายคนออกไปจับธุรกิจส่วนตัว ซึ่งแล้วแต่ความสนใจครับ แม้จะดูไม่ตรงสายงานนักก็ตาม

Edit เ้พิ่ม  นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์การเงินและตลาดหุ้น ในไทยยังไม่ทราบแน่ัชัดว่ามีหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นอเมริกา นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ จะไปทำงานกับบริษัทการเงินการธนาคารเหล่านี้น เพื่อทำแบบจำลองหรือทฤษฎีสำหรับคาดการณ์แนวโน้มของตลาดเงินตลาดทุน

นักเขียน/นักข่าว(คุณจันทร์คราม-Bluemoon แนะนำ)  เป็นนักเขียนบทความวิชาการ นักข่าววิทยาศาสตร์ นักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ อย่าง Isaac Asimov ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านชีวเคมี กับ Sir Arthur C. Clark จบฟิสิกส์และคณิตศาสตร์)

จริงๆ ก็ยังมีอีกเยอะ  แต่ผมเองก็มีประสบการณ์และความรู้จำกัด คงหวังพึ่งผู้อ่านมาแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม ข้อมูล+ความรู้กัน

 

หลายคนคาดหวังว่า "มหาวิทยาลัย" คือแหล่งผลิตบัณฑิตออกไปป้อนตลาดแรงงาน ซึ่งก็ถูกต้องส่วนหนึ่ง   อย่างไรก็ตามหน้าที่ของมหาวิทยาลัยอย่างหนึ่งก็คือ ต้องวิจัยสร้าง "ความรู้" ใหม่  เป็นหัวหอกทะลวงไปในโลกวิชาการ เป็นแหล่งสร้างความรู้เพื่อรับใช้ท้องถิ่นและประเทศ  ไม่ใช่โรงเรียนฝึกอาชีพหรือตลาดขายใบปริญญา แต่เพียงอย่างเดียว

ดังนั้นหากนักศึกษาต้องการประสบการณ์ในการทำงานเพิ่มเติมจาก "การเรียนหนังสือ" "ประสบการณ์เชิงวิชาการ"  หรือ "ใบปริญญา" อย่างที่มหาวิทยาลัยมอบให้  ก็ควรทำ "กิจกรรม"  เพื่อฝึกฝนตนเอง ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาฝึกการทำงาน ผ่านกิจกรรมของกลุ่มนักศึกษาภายในหรือภายนอกมหาวิทยาลัย เช่น  สมาคมนักศึกษา สภานักศึกษา พรรคนักศึกษา ชมรมของคณะหรือมหาวิทยาลัย  เป็นต้น  

ในช่วงปิดภาคเรียนถ้าไม่เรียนภาคฤดูร้อน พวกค่ายหรือกิจกรรมที่ทำให้เราพบปะกับเพื่อนๆ ต่างมหาวิทยาลัยก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ผมแนะนำ   รวมทั้ง การหารายได้พิเศษ หรือ "ฝึกงาน"(บางหลักสูตรอาจจะบังคับหรือไม่บังคับ)  ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับหาประสบการณ์ทำงานในขณะเรียนหนังสือครับ 

พุทธสุภาษิตประจำมหาวิทยาลัย เชียงใหม่
“อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา” บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน

ปล.1 อย่า "เรียน" อย่างเดียวนะ

ปล.2 เดี๋ยวนึกอะไรออก จะมาเพิ่มทีหลัง 

ปล.3  พูดถึง "กิจกรรม" ถ้าว่างๆ จะมาเล่าเกี่ยวกับ "กิจกรรม" ที่ผมเคยทำสมัยเรียน  (รวมทั้งกิจกรรมของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่รู้จักกัน เอาไว้เป็นแนวทาง)

ปล.4 เริ่มรู้สึกว่า จะกลายเป็นบลอกแนะแนวขึ้นเรื่อยๆ

แถมท้าย  นักดนตรีอาชีพ - คือว่ามีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ภาควิชา นอกจากเป็นอาจารย์และนักวิจัยสาขาฟิสิกส์แล้ว ท่านยังเป็นนักไวโอลินครับ ไม่แน่ใจว่าอยู่วง philharmonic วงไหน แต่ท่านเคยไปเล่นในวงที่แบคอัพในคอนเสริต์ อัสนี-วสันต์ หรือคอนเสริต์คลาสสิค หลายครั้ง  รวมทั้งได้แสดงเป็น Extra นักดนตรี ในภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change ด้วย    เย็นๆ หลังเลิกงานก็มักจะเห็นถือไวโอลินไปซ้อมเสมอๆ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ทำงานที่ Nanotec ก็ได้นะคะ confused smile Hot!
จริงๆ พวกแพทย์ หรือทันตะ
ถ้าเรียนแค่ 4 ปี ก็ต้องได้ วท.บ. เหมือนกัน confused smile
เห็นเค้าบอกว่าแต่ก่อน วิทยาศาสตร์นี่เรียนหนักมากเลย
กลายมาเป็นค่านิยมแบบปัจจุบันไปได้ยังไงก็ไม่ทราบได้

คุณเจ้าของบล็อกเป็นเด็กโครงการบ้างป่าวคะนี่?

#2 By Bluemoon on 2008-08-13 20:48

ขอบคุณที่มาเติมให้ครับ ผมลืม NANOTEC ไปเลย
ผมรับทุน พสวท. ครับbig smile

อย่างแพทย์หรือทันตะนี่ พอจบ 6 ปี ชุดครุยของเค้าเทียบเท่าชุดครุยปริญญาโทเลยนะ

ตอนนี้วิทยาศาสตร์ก็ยังเรียนหนักอยู่ครับ (ปีสี่นี่โปรเจคยิ่งหนัก)
แต่จริงๆทุกคณะก็เรียนหนักกันทั้งนั้นแหละเนอะ ระดับอุดมศึกษาแล้ว ประถมมัธยมนี่ถือว่าเรียนกันสบายๆ ชิวๆ

แล้วยิ่งเป็นเด็กโครงการรับทุนรัฐบาล ยิ่งต้องขยันอย่าทำเกรดต่ำกว่าเกณฑ์ที่ทางเจ้าของทุนกำหนดเข้าไปอีก F แม้แต่ตัวเดียวก็ยังเสียวสันหลังวาบๆๆๆๆ

#3 By Eddalion on 2008-08-13 21:04

ใช่ค่ะ วิทยาศาตร์ยังคงเรียนหนักเหมือนเดิม
จบไปแล้วงานก็หลากหลายทำได้ทุกอย่างที่อยากทำ
โดยเฉพาะจบฟิสิกส์ ทำงานหรือเรียนต่อได้หลายสาย
เช่น วิสวะ วัสดุศาสตร์ ฟิสิกสืการแพทย์ก็ได้ และอีกมากมาย ฯลฯ

#4 By Lovelyjay on 2008-08-13 21:32

confused smile Hot!

#5 By Eddy on 2008-08-13 22:52

ไม่ชอบนักฟุตบอลค่ะ double wink

#6 By Lovelyjay on 2008-08-13 22:54

มาตอบว่าจบฟิสิกส์อุตสาหกรรม แต่มาทำงานแบงค์คะcry
มาตอบเรื่องร้านสเต็กคะ
คนละร้านกับBKK นะคะ


confused smile
เรียนคณะวิทยาศาสตร์อยู่เหมือนกัน

มีแต่คนชอบถาม แม้กระทั่งเพื่อนๆที่เรียนคณะอื่นยังมาถามเลย

อย่างที่บอก งานนั้นกว้างมาก แล้วแต่เราจะประยุกต์ใช้

เรียนวิทย์ไม่เก่งหรอกนะ แต่ชอบน่ะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์น่าสนใจดี

..เดี๋ยวนี้คณะครุหรือศึกษาศาสตร์ มีสาขาวิทย์โดยตรงเปิดหลายที่แล้วนะคะ เป็นครูได้เลย

#9 By antzzer on 2008-08-14 11:30

" หลายคนคาดหวังว่า "มหาวิทยาลัย" คือแหล่งผลิตบัณฑิตออกไปป้อนตลาดแรงงาน ซึ่งก็ถูกต้องส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามหน้าที่ของมหาวิทยาลัยอย่างหนึ่งก็คือ ต้องวิจัยสร้าง "ความรู้" ใหม่ เป็นหัวหอกทะลวงไปในโลกวิชาการ เป็นแหล่งสร้างความรู้เพื่อรับใช้ท้องถิ่นและประเทศ ไม่ใช่โรงเรียนฝึกอาชีพหรือตลาดขายใบปริญญา แต่เพียงอย่างเดียว "

ผมคิดว่านั่นเป็นความคิดของนักวิทยาศาสตร์ที่แสวงหาสิ่งใหม่ๆ เสมอ ผมไม่ได้บอกว่าผิดนะ ผมชื่นชมคนที่ทำงานวิจัยจริงจังมาก กาตตั้งเป้าหมายแลัวทำได้มันเจ๋ง แต่สำหรับผมแล้ว เรื่องส่วนตัวมากๆๆๆๆๆ ผมบอกได้เลยว่าผมเกลียดอาจารย์ที่หายใจเข้าก็เปเปอร์หายใจออกก็เปเปอร์มาก มหาวิทยาลัยนั้นงานหลักคือการป้อนตลาดแรงงาน หรือการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองและประเทศกันแน่ อันนี้ผมเคยสงสัยอยู่เหมือนกัน

จนมาวันนี้ผมตอบตัวเองได้แล้วว่า งานหลักของมหาวิทยาลัยคือการสอน การสร้างคนที่มีพื้นฐานให้แน่น และให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการ ส่วนงานรองลงไปคือการแสวงหาความรู้ใหม่ๆนั้น เป็นงานที่ควรจะให้ความสำคัญเป็นอันดับสองไม่ใช่อันดับแรก

ผมเบื่อและเหม็นบูดมากกับคำว่าเราต้องทำเพื่อชื่อเสียงของ.... นั่นแหละคือความเห็นแก่ตัว ผมชอบกับวิธีในการทำวิจัยของหลายๆ ที่ ที่ต้องไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วว่าเรากำลังจะทำอะไรกันให้เรียบร้อย ไม่ใช่เอาคนเข้ามาก่อนแล้วค่อยจับยัดไปที่อื่น ทั้งๆ ที่อาจารย์คนนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรต่อไป นอกจากประโยชน์ในการเลื่อนตำแหน่งในของอาจารย์คนนั้นแล้ว ผมยังไม่เห็นประโยชน์อื่นๆ เลย และงานวิจัยซักกี่เปอร์เซ็นกันเชียวที่จะเอาออกไปใช้ประโยขน์ในทางอุตสาหกรรมจริง ตัวเร่งปฏิกิริยาที่วิจัยๆ กันมีไม่กี่ตัวจากหมื่นๆ ตัวที่โรงงาน"เริ่ม"ใช้จริง นอกจากนั้นก็ยังเป็นตัวเดิมๆ เพราะเขาไม่ต้องการจะเปลี่ยน งานวิจัยว่าเป็นเครื่องจักรคนไทยทำได้ มีกี่ตัวกันเชียวที่เอาไปผลิตขายจริง

ดังนั้นงานหลักของมหาวทยาลัยควรจะเป็นการสอนและการเรียนรู้ในการทำงานจริง งานวิจัยที่ถูกต้องควรมองหนทางในการเอาไปใช้ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการทำร่วมกับภาคอุตสาหกรรมจริง เมื่อไหร่ที่เราเลิกยกชื่อเสียงให้ระดับของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ หันมามองว่าเราควรจะทำอะไรให้กับคนอื่นๆ บ้าง โลกมันก็จะน่าอยู่ขึ้น

#10 By padfoots on 2008-08-14 11:41

จริงๆ ปัญหามันน่าจะอยู่ตรง วิทยาไทยไม่บูมมากกว่านะ... คนจบปีละหลายพัน แถมส่วนใหญ่ไม่มีงานรองรับ ก็เลยทำงานไม่ตรงสายซะงั้น

ถ้าเรามีองค์กรที่รองรับนักวิทยาศาสตร์เก่งๆได้เยอะ ก็คงจะดีละครับ

#11 By on 2008-08-14 13:11

ลองคิดๆดูแล้วเรียนวิทยาศาสตร์นี่ งานหลากหลายมากๆ ไม่จำเพาะเจาะจงอย่างสายวิชาชีพ ก็แสดงว่ามีสิทธิ์เลือกได้มากกว่าสิเนี่ย ดีจัง

จบมาได้นี่เก่งมากนะ เพราะเพื่อนที่เรียนวิทยาบอกว่ามีแต่วิชาหินๆทั้งนั้น

#12 By คุณบิ๋ม on 2008-08-14 13:56

ที่เข้ามาถามตะกี้อ่ะ ท่าทางจะไม่ได้เข้าใจอะไรเลยจริงๆ -*-

#13 By SailorMay (202.28.179.13) on 2008-08-14 14:16

ขอบคุณทุกคนครับ ที่ช่วยเพิ่มมุมมองให้

ผมอาจจะโชคดีที่ได้เจออาจารย์ที่เป็นทั้งนักวิจัยที่ดีแต่ก็ยังตั้งใจในการสอน ไม่ใช่อาจารย์ที่เป็นเครื่องจักรปั้มเปเปอร์

ผมกลับเห็นต่างในประเด็นที่ว่า หากเราตั้งโจทย์ให้งานวิจัยต้องสนองต่อภาคอุตสาหกรรม/ภาคธุรกิจ แล้วล่ะก็
สาขาที่เป็นวิชาการบริสุทธิ์ ที่ไม่ตอบสนองต่ออุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจ จะเสียเปรียบสายวิชาการประยุกต์เอาได้
ดังนั้นคนในวงการวิชาการ จึงต้องสมดุลกันระหว่างสายวิชาการเพียวกับสายประยุกต์เพราะเราขาดกันและกันมิได้

double wink

#15 By Eddalion on 2008-08-14 14:49

เป็น บทความที่ดีนะครับHot!

#16 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-08-14 15:02

ทำงานเป็นนักการเมืองก็ได้ครับ เมืองไทยมีให้เห็น confused smile

#17 By manop on 2008-08-14 16:46

ไม่ใช่โรงเรียนฝึกอาชีพหรือตลาดขายใบปริญญา

ประโยคนี้จี๊ดครับ

#18 By ยังคง... on 2008-08-14 17:33

อ้ะ นึกอาชีพออกอีกอันนึงโด้ย
เป็นนักเขียนไงคะconfused smile
เขียนบทความวิชาการ
หรือเขียนบทความที่มีวิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องแบบเข้าใจง่าย
หรือเขียนนิยายแบบไซไฟconfused smile

เป็นเด็ก พสวท เหรอคะ ว่าที่ทั่นด็อกเตอร์แน่ๆ นะเนี่ยcry

#19 By Bluemoon on 2008-08-14 17:39

จริงๆ ประโยคเต็มๆ คือ

"ไม่ใช่โรงเรียนฝึกอาชีพหรือตลาดขายใบปริญญา แต่เพียงอย่างเดียว"

เพราะอย่างไรเสียพันธกิจของมหาวิทยาลัย(ยกเอาของ มช มา)
1.วิจัย
2.สอน
3.บริการชุมชน
4.ทำนุบำรังศิลปะวัฒนธรรม

การฝึกอาชีพดูจะเป็นส่วนหนึ่งของการสอนและวิจัยด้วย
บรรทัดตรงนี้แค่อยากบอกว่า โดยตัวมหาวิทยาลัยเองไม่ใช่โรงเรียนฝึกอาชีพเต็มรูปแบบ(เพราะยังมีหน้าที่อื่ๆ อีก)
ดังนั้นหากเราต้องการอะไร ก็ควร "แสวงหา" ความรู้และประสบการณ์เอาเองครับ โดยอย่ารอให้ครูอาจารย์ท่านป้อนให้
double wink

#20 By Eddalion on 2008-08-14 18:19

เด็กหลายคนมักจะถูกปลูกฝังโดยสังคมว่า
คณะวิทยาศาสตร์เป็นคณะที่ต่ำต้อยกว่าคณะอื่น
เป็นคณะของคนที่สอบคณะสายแพทย์ไม่ติด

เราว่ามันแย่นะที่คิดกันแบบนั้น
เราไม่ใช่นิสิตคณะนี้แต่ว่าสำหรับเราแล้ว
คณะนี้เป็นอะไรที่สุดยอดมาก
เรียนและรู้แบบเจาะลึกมากๆ
คนไม่เก่งจริง คงไปไม่รอด
เราว่าคนที่เรียนคณะนี้ได้ดีนี่เค้าสุดยอดจริงๆ
ต้องนับถือเลยนะ

ครูอาจารย์ พ่อแม่ ผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่มักจะชื่นชมเฉพาะเด็กที่สอบติดคณะที่คะแนนสูงๆ ทำให้เด็กเข้าใจไปว่าแบบนั้นมันดีแล้ว ต้องทำให้ได้ จนบางทีกลายเป็นการฝืน ไม่ใช่เรียนเพราะชอบ
สุดท้ายก็ซิ่ว เรียนไม่ไหว เป็นปัญหาอีก

Hot!

#21 By iDoi* on 2008-08-14 22:54

ก็ดีนะ

#22 By airlovely (118.175.238.181) on 2008-08-15 15:17

โดนถามบ่อยมากเลยค่ะ
"เรียนวิดยา จบไปแล้วทำงานอะไรได้"
อืม... เราก็ได้แต่บอกว่า "ได้หลายอย่างค่ะ"แล้วก็ไล่ๆๆให้ฟัง
แต่ก็นะ ต้องยอมรับเลย ว่าเค้าดูถูกกันเหลือเกิน
สายตาแต่ละคนเนี่ย อ่านได้เลย
"สอบหมอ พยาบาล ฯลฯ คณะดีๆไม่ได้ล่ะสิ ถึงมาเรียนคณะวิทย์"

อืม.. อยากบอกเค้าเหมือนกัน คะแนนถึงค่ะ แต่เลือกคณะวิทย์ มีอะไรมั้ยคะ? อิอิอิ

จากใจ เด็กวิดยาเหมือนกันค่ะ เหอๆๆ sad smile
นักวิทยาศาสตร์นี่เจ๋งนะผมว่า ถ้าไม่มีไอสไตน์ละก็ป่านนี้เราคงหาเวลากันไม่เจอ

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..Hot!
นักบินค่ะ นักบิน . . question

จริง ๆ อยากเป็นดีไซน์เนอร์อ่าา . .

#25 By BeeMChan~* on 2008-08-15 20:36

วิดยาดีที่สุดแล้วคับ ผมก็กำลังเรียนอยู่

ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า เพื่อนรอบๆตัวผม มีหลายคนที่คะแนนติดแพทย์ วิดวะ และอีกหลายๆอย่าง แต่เค้าก็ไม่เลือกกัน ด้วยความที่อยากเรียนวิทยาศาสตร์

สงสัย ทำไมคนรอบตัวต้องมองว่าวิดยาต่ำต้อยด้วย
มันน่าน้อยใจที่สุด

#26 By แม็ก on 2008-08-15 23:07

เรียนฟิสิกส์เช่นเดียวกันครับ
ยินดีครับที่เจอคนที่มีความสนใจด้านเดียวกัน
เรียนวิทยาศาสตร์มันทำงานได้หลายด้าน
แต่ประเทศไทยยังไม่เปิดใจรับกับคณะนี้

#27 By [~WisH~]Orion on 2008-08-15 23:50

จำได้ว่าดูซี่รี่เรื่อง Bone แล้วพระเอกที่เป็นนักสืบพูดว่า
" รู้แบบนี้ ผมน่าจะตั้งใจเรียนวิทยาศาสตร์ให้มากกว่าีนี้ "

เหมือนทางเมืองนอก จะเห็นความสำคัญของ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์มากนะคะ big smile

#28 By MomMom on 2008-08-16 00:30

เฝ้าบูทใหนครับเนี้ยเพื่อแวะไปพูดคุยครับ

#34 By [~WisH~]Orion on 2008-08-16 23:34

ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ จริงๆแล้วผู้ใหญ่เขาให้เรียนเพื่อมีความรู้ ในการดำรงชีวิตไม่ใช่หรอครับ อย่างเป็นต้นว่าถ้าคุณเห็นเพื่อนกินยาพิษเข้าไป คุณไม่เก่งชีวะ คุณก็ช่วยเพื่อนไม่ได้ จริงไหม แล้วถ้าคุณต้องตกไปอยู่ใต้มหาสมุทรอันแสนลึก
ซึ่งภายในนั้นอาจมีสารอันตราย หรือก๊าชอะไรที่อาจระเบิดได้ ถ้าคุณไม่เก่งเคมี คุณก็ตาย ใช่ไหม แล้วถ้าคุณจะดำน้ำลึกมากๆ ถ้าคุณหนึปลาฉลามไปในซอกแคบที่ลึกแสนลึกของ
ห้วงทะเล ถ้าไม่รู้ฟิสิกส์ก็จะตายเพราะ
ความดันหลายปาสคัลแทนอยู่ดี ใช่ไหม

เห็นประโยชน์บ้างหรือยังครับ confused smile

#35 By wild-junior on 2008-08-17 03:05

เพิ่งมาอ่านอีกที
นี่แอบอัปเดตตลอดเหมือนวิกิเลยนะเนี่ย confused smile ขยันอ้ะ
คุณเจ้าของบล็อก (ขอญาตเรียกว่าคุณเอ็ดเน้อ) เรียนปี 4 ใช่ป่าวคะ
เดาว่าต้องรู้จักกะเพื่อนเราด้วยแน่ๆ เลย confused smile
เพื่อนเราอยู่ พสวท ชื่ออธิปอ้ะ

#36 By Bluemoon on 2008-08-17 22:02

ว้ายๆ
หน้าแตก
เพิ่งไปเห็นใน About Me
แก่กว่าเค้าเยอะเลยนี่นา แง
ขอโต้ดก๊าบ
orz orz orz

#37 By Bluemoon on 2008-08-17 22:03

บ่เป็นหยัง
คนเจียงใหม่เหยิมๆ บ่กึดนักdouble wink

#38 By Eddalion on 2008-08-18 23:47

""คะแนนถึงค่ะ แต่เลือกคณะวิทย์ มีอะไรมั้ยคะ? ""

55555555555555555555555555555555+

โดนเจิงๆๆ


..มันอาจดูต่ำต้อย ย

..แต่รู้สึกว่าเรียนอยากเน๊อะ

..อยากก่าอย่างอื่นซะด้วย



..เค้าว่าวิทยาตกงานเยอะ

น่ากลัวอะ

..อาจเปนเพราะมันมีงานหั้ยเลือกเยอะเกิน

หุๆ



..เรียนๆๆๆๆ

เรียนวิทยาดีก่าเนีอะ

^___________^

#39 By เดียร์ (125.27.143.174) on 2009-04-11 21:41

ขอบคุณมากค่ะ ที่ตอนนี้ได้กระจ่างซักที
ตอนนี้ นู๋ติด วิท ฟิสิก ที่มก.กพส.ค่ะ
เจ้าของบล็อกเรียนอยู่หรือทำงานแล้วคะ
เป็นปลื้มเจ้าของบล็อกมากค่ะ
คุณเจ๋งจริง
ตอนนี้ก็คิดๆอยู่เหมือนกันค่ะว่าจบไปจะทำงานอะไร
แต่จากที่ได้อ่านบทความแล้ว
บอกตามตรงเลยค่ะว่าโล่งมาก
แล้วก็จะตั้งใจเรียนให้สุดๆไปเลย
อยากทำงานที่ สนง.ปรมาณูแห่งชาติมากค่ะ
ชอบทางนี้มากเลย
เกี่ยวกับเรื่องฟิสิกส์นิวเคลียร์เนี่ย
สงสัยว่าเจ้าของบล็อกเรียนฟิสิกส์หรือป่าวคะ

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าเป็นสาขาที่เรียนยากกว่าสาขาอื่นๆ
ที่ไม่ใช่หมอ แพทย์ วิดวะ อะไรอ่ะนะคะ
เป็นสาขาที่ต้องใช้ความพยายามและตั้งใจมากๆด้วย

นู๋พึ่งจะขึ้นปี1 ยังไม่รู้ว่าจะเรียนไหวรึป่าวเลยค่ะ
ยอดเยี้ยมมากเลยค่ะ แป็นแนวทางใด้มากเลยbig smile รู้อะไรเพื่มเติมเยอะเลยโอกาสหน้าจะมาอ่านคำแนะนำไหม่นะคะ จะติดตาม cry confused smile

#41 By น้องนิว (110.49.115.131) on 2009-07-25 13:51


สถาบัน iBook Engineering เปิดรับน้องๆ ที่รักการเรียน และน้องๆที่ ต้องการสอนพิเศษ (เรียน 3 คน ฟรี 1 คน)

iBook Engineering เป็นสถาบันการเรียนการสอนที่บ้านของนักเรียนเองหรือสถานที่ใกล้บ้านท่าน สอนในระดับ ประถมศึกษาจนถึงปริญญาตรี และประชาชนผู้ที่สนใจโดยมีอาจารย์สอนเป็นอาจารย์และนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี, โท และ เอก จากมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำทั่วประเทศไทย โดยที่เรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์และผู้ปกครองสามารถเลือกวันและเวลาเรียนได้ตามความเหมาะสมกับนักเรียนและผู้ปกครอง ติดต่อสัมพันธ์ นาย ภาธสุ ดวงมาลา ที่อยู่ หมู่บ้านพฤกษา 13 เลขที่ 37 / 448 ม. 4 ต.คลองสาม
อ. คลองหลวง จ. ปทุมธานี 12120 Tel: 089-8857277 ทุกวัน เวลา 09:00 น –21:00 น ibookengineering@gmail.com, ibookengineering@hotmail.co.uk, www.ibookengineering.hi5.com

รายวิชาที่เปิดสอน
*ชีววิทยา, ฟิสิกส์
รับสอนตั้งแต่ ม.4-ปริญญาตรี ปี 4
*วงจรอิเล็กทรอนิกส์
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 7 ขวบขึ้นไป
* สร้างและออกแบบสายอากาศ (Antenna Design)
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 18 ขวบขึ้นไป
*Microsoft Office (พร้อมรับงานเขียนโปรแกรม ด้วย Access)
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 14 ขวบขึ้นไป
*สร้างและออกแบบภาพ ด้วยโปรแกรม Photoshop
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 15 ขวบขึ้นไป
*สร้างและออกแบบวัสดุ ด้วยโปรแกรม SOLID WORK 2006(พร้อมรับงานออกแบบและสร้างชิ้นงาน 2D หรือ 3D)
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 15 ขวบขึ้นไป
*สร้างและออกแบบแผ่นปร็นซ์อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม Protel 99 SE (พร้อมรับงานออกแบบและสร้าง PCB)
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 15 ขวบขึ้นไป
*สร้างและออกแบบเว็บไซด์ ด้วยโปรแกรม Dreamweaver8 (พร้อมรับงานออกแบบและสร้าง เว็บไซด์ )
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 15 ขวบขึ้นไป
*สร้างหุ่นยนต์
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 7 ขวบขึ้นไป
*Internet
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 10 ขวบขึ้นไป
*Argumentative Writing
รับสอนตั้งแต่ ปริญญาตรี ปี 1 – ปี 4
*สร้างและออกแบบบ้านด้วยโปรแกรม Auto CAD
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 15 ขวบขึ้นไป
*คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, วิทยาศาสตร์, ภาษาไทย
รับสอนตั้งแต่ ป.1-ม.6
*สร้างและออกแบบวีดีโอ ด้วยโปรแกรม Adobe Premiere 6.0
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 15 ขวบขึ้นไป
*E-mail
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 13 ขวบขึ้นไป
*เคมี
รับสอนตั้งแต่ ม.4-ปริญญาตรี ปี 4
*คณิตศาสตร์วิศวกรรม
รับสอนตั้งแต่ ม.4-ปริญญาตรี ปี 4
*ประกอบและซ่อมคอมพิวเตอร์ (รับซ่อมคอมพิวเตอร์ และ ประกอบคอมพิวเตอร์ รับ-ส่ง ถึงบ้านคุณ)
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 8 ขวบขึ้นไป
*โปรแกรม Matlab (พร้อมรับงานเขียนโปรแกรมด้วย MatLab)
รับสอนตั้งแต่ ปริญญาตรี ปี 1 ขึ้นไป
*Home Network (พร้อมรับงานออกแบบและสร้าง Home network หรือ Home office)
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 18 ขวบขึ้นไป
*เตรียมสอบเข้าคณะวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ โทรคมนาคม
รับสอนนักเรียนสาย ป.ว.ส (สอบไม่ติดคืนเงิน)
*Micro Controller (พร้อมรับงานเขียนโปรแกรม Micro Controller)
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 15 ขวบขึ้นไป
*Visual C++, Visual Basic, Delphi, Pascal และ LabView 8.5 (พร้อมรับงานเขียนโปรแกรมด้วย Visual C++, Visual Basic, Delphi, Pascal และ LabView 8.5)
รับสอนเด็กตั้งแต่อายุ 15 ขวบขึ้นไป

ทุกวิชา ฟรีสำหรับหนังสือแบบเรียน
ลงเรียนเรียนกับเราวันนี้มีโอกาสได้งานจากกลุ่มลูกค้าในเครือ iBook Engineering
และ ลงโปรแกรม ฟรี ในวิชาที่ต้องใช้โปรแกรม

#42 By iBook Engineering (58.137.63.202) on 2009-10-07 12:45