ห่างหายไปจาก exteen ไปนานมากตั้ังแต่เริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ ตอนนี้สอบจบแล้วเรียบร้อยครับ และได้มาทำงานที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ (องค์การมหาชน) สำนักงานใหญ่  เชียงใหม่   

ที่จริงแล้วที่ไม่ได้เล่น exteen เลย นอกจากงานที่ต้องคิด ต้องทำ ต้องวางแผน ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาเล่นเนต อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะว่าผมไปติด facebook เข้าอย่างจังนั่นครับ ด้วยความสามารถในการค้นหา "เพื่อน รุ่นน้อง รุ่นพี่ รวมถึงอาจารย์" ที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน  ทั้งจากสมัยประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งรวมกลุ่มผู้สนใจทางวิชาการในเรื่องคล้ายๆ กัน  แล้วเวลาผมมีบทความอะไรก็มักจะเอาไปแลกเปลี่ยนกันเองมากกว่า ทำให้เวลาท่องเนตส่วนใหญ่ไปอยู่กับ facebook เสียอย่างนั้น  

ล่าสุดผมได้เข้าร่วมในกิจกรรมโอลิมปิกดาราศาสตร์ครั้งล่าสุด  ก็ได้เห็นรูปแบบการแข่งขันและข้อสอบ ผมมีความรู้สึกสงสัยและกังขาว่า การแข่งขันแบบนี้สร้างบุคคลที่สนใจวิทยาศาสตร์และกลายเป็นนักวิจัยได้จริงหรือ?  

เพราะประสบการณ์ในช่วงทำวิจัยระดับปริญญาเอก กับสภาพการเรียนในระดับมัธยมของผมนั้น “ต่างกันโดยสิ้นเชิง” ทั้งเป้าหมาย วิธีการ และทัศนคติ   ผมเห็นว่าการเรียนในระดับมัธยมที่บิดเบี้ยวไปด้วยการติวเพื่อสอบแข่งขัน เข้ามหาวิทยาลัย ชิงทุน หรือแม้แต่แข่งขันกันเค้าค่ายโอลิมปิควิชาการ เป็นคนละเรื่องกับการทำิงานด้านวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเพื่อวิทยาศาสตร์ประยุกต์ หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ในช่วงเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งเ้น้นการวิัจัยเหมือนที่

ผมได้พูดคุยกับกัลยาณมิตรทางวิชาการหลายท่านใน facebook และได้แสดงความคิดเห็นออกไปในเชิงที่ว่า การแข่งขันโอลิมปิควิชาการไม่ควรเป็นการแข่งกันทำข้อสอบหรือแลบกริ๊ง (การสอบแลบที่เอาเวลามาเป็นตัวบีบคั้นในระดับมหาวิทยาลัย)  หากแต่ควรเป็นการร่วมมือกันทำงานวิจัย เขียนบทความรายงาน แล้วนำเสนอ  เฉกเช่นเดียวกับการทำงานของนักวิจัยในชีวิตจริง 

เสียงจากเมืองไทยส่งข้ามไปถึงอังกฤษ  รุ่นพี่คนหนึ่งจากภาควิชาชีววิทยา มช. ที่รู้จักกัน และติดต่อกันผ่าน facebook  ได้โพสต์ลิงค์บทความชิ้นนี้มาให้ พร้อมทั้งให้คำโปรยว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นคล้ายกับสิ่งที่ ศ.ดร. Warren Y. Brockelman เคยเขียนไว้ในวารสาร Science Asia ฉบับที่ 33 ปี 2550  ผมเล็งเห็นว่าบทความชิ้นนี้มีประโยชน์ น่าเสียดายที่อาจจะเผยแพร่ได้ไม่มากนัก เพราะเป็นบทความในวารสารวิชาการที่จำนวนคนอ่านไม่ได้กว้างขวางนัก อีกทั้งกำแพงภาษาอาจจะเป็นปัจจัยลดทอนอีกประการหนึ่ง จึงได้ทำการแปลโดยได้รับความช่วยเหลือจากรุ่นพี่คนเดิมในการให้คำแนะนำ ดัดแปลง แก้ไข เกลาสำนวนให้ดียิ่งขึ้น จากนั้นก็โพนต์ลงเป็น note ของ facebook  ก็ได้รับความสนใจจากพี่ๆ เพื่อน และรุ่นน้องหลายคน  ดังนั้นผมจึงนำมาโพสต์อีกครั้งใน stardustblog.exteen.com  แห่งนี้ด้วยเผื่อผู้ใดสนใจครับ

บทความแปลเรื่อง เราจะสร้างนักวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร

โดย วัชราวุฒิ กฤตินธรรม 
National Astronomical Research Institute of Thailand, watcharawuth[at]narit.or.th

จากต้นฉบับเรื่อง How to Produce a Scientist โดย Prof. Dr. Warren Y. Brockelman 
ภาควิชาชีววิทยา, คณะวิทยาศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, กรุงเทพฯ 
และ ศูนย์เพื่อชีววิทยาอนุรักษ์, ISTRD, มหาวิทยาลัยมหิดล, ศาลายา, นครปฐม, ประเทศไทย
Email: wybrock@cscoms.com
[Online available] 
http://www.scienceasia.org/2007.33.n4/367.html

บทคัดย่อ
บทความนี้วินิจฉัยบนพื้นฐานของประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียน ประกอบกับประสบการณ์ของเพื่อนและผู้ร่วมงานหลายท่าน ว่าอะไรทำให้คนหนุ่มสาวผลักดันตัวเองเข้าสู่สายงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นคำถามหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และพ่อแม่ผู้ปกครอง ผมเสนอว่าความชอบและความสามารถในการทำงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิดเพียงบางส่วน อีกทั้งสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องถูกบ่งชี้ด้วยระดับ IQ สูง มีความเป็นไปได้มากว่า สภาพแวดล้อมภายในบ้านมีอิทธิพลต่อการพัฒนาความสนใจในวิทยาศาสตร์และทัศนคติทางวิทยาศาสตร์มากกว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนตามรูปแบบที่เน้นการเรียนโดยท่องจำและการอยู่ในโอวาท ปัจจัยสำคัญยิ่งยวดซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาความสามารถทางวิทยาศาสตร์นอกเหนือไปจากการเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐานนั่นก็คือ “ภาษาอังกฤษ” และ “คณิตศาสตร์” อันเป็นจุดอ่อนในโรงเรียนของไทย ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จมีอุปนิสัยที่สำคัญคือ “จิตวิญญาณที่ชอบถกโต้เถียงด้วยเหตุผล” และ “ความสามารถในการสื่อสาร” อันหมายรวมถึงการเรียนรู้จากผู้อื่นและความร่วมมือในการทำวิจัย ความร่วมมือในระดับนานาชาติและการทำงานเป็นกลุ่มเป็นปัจจัยในการไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ให้ประชาคมโลก ผมเสนอว่าการแข่งขัน “โอลิมปิกวิชาการทางวิทยาศาสตร์” ควรเปลี่ยนแปลงไปสู่การสนับสนุนให้พัฒนาจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและการทำงานทางวิทยาศาสตร์เป็นหมู่คณะที่หลากหลายเชื้อชาติ แต่ในปัจจุบัน กิจกรรมเหล่านั้นให้รางวัลเฉพาะนักเรียนที่มีความสามารถในการเรียนรู้แบบท่องจำและความพยายามส่วนบุคคล โดยไม่ได้กิจกรรมเพื่อวัดศักยภาพทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง หรือมองรางวัลที่แสดงถึงผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ

บทความ
นักวิทยาศาสตร์มาจากไหน? แน่นอน เราทราบกันดีว่ามาจากครรภ์มารดาเหมือนอย่างทารกทั่วไป เราสามารถพูดได้มากกว่านั้นไหม? บางทีก็ไม่มากนัก รัฐบาลส่วนใหญ่พยายามให้เกิดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ในการเพิ่มคุณภาพและจำนวนของนักวิทยาศาสตร์ และเพื่อสนับสนุนการเกณฑ์คนเข้าสู่สายงานนี้ แต่เรารู้จริงแล้วหรือว่า อะไรที่ทำให้คนหนุ่มสาวก้าวเข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์? และอะไรที่ทำให้พวกเขากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีหรือมีชื่อเสียง? พวกเขาถูกกำหนดด้วยโชคชะตาให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เกิดแล้วหรือ? หรือพวกเขาต้องถูกฟูมฟักให้พัฒนาไปสู่ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดสามารถถูกชักชวนง่ายๆ ให้เข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์ด้วยรางวัลหรือเงินตรา? เราไม่ทราบคำตอบของคำถามเหล่านี้มากนัก แต่จากพื้นฐานจากการอ่านและประสบการณ์ส่วนตัว ผู้เขียนมีความเห็นบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะบางประการเกี่ยวกับเงื่อนไขที่อาจไม่นำไปสู่การฝึกฝนนักวิทยาศาสตร์ “ความถ่อมตน” ก็เป็นสิ่งหนึ่ง เนื่องจากคนสุภาพเรียบร้อยส่วนใหญ่มักจะต้องต่อสู้กับคำถามเหล่านี้ เช่นเดียวกัน สาขาจิตวิทยาวิทยาศาสตร์เป็นสาขาใหม่ที่ต้องการดึงข้อสรุปจากการสังเกตและตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับสิ่งที่สร้างกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ คุณภาพคืออะไร มีสิ่งใดที่ใขช้จำแนกนักวิทยาศาสตร์ออกจากผู้คนทั่วไป 


นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ (รวมทั้งผู้เขียนด้วย) ซึ่งไม่ทั้งหมด ถูกดึงดูดสู่วงการวิทยาศาสตร์หรือ “มาเป็นนักวิทยาศาสตร์” ตั้งแต่ยังอายุน้อย โดยทั่วไปก็เริ่มในช่วงอายุประมาณ 10-15 ปี มันดูเหมือนจะเป็นการจัดการล่วงหน้าไว้ แล้วเราก็ถูก “ปลุก” ด้วยเหตุการณ์หรือสถานการณ์บางอย่าง เช่น การไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ครูที่มีอิทธิพล ประสบการณ์กับสัตว์หรือต้นไม้ใกล้ชิด ในกรณีของผม เมื่ออายุ 10 ปี ครอบครัวของเราย้ายไปยังชนบทที่ซึ่งผมตื่นเต้นกับเหล่านก ชีวิตในลำธาร ซากสัตว์หรือพืชที่เป็นหิน (ฟอสซิล) แมลง เป็นต้น ผมมีเวลามากพอที่จะเตร็ดเตร่ไปในป่าเพียงลำพัง และไม่ทำอะไรมากไปกว่าแค่เพียงดูสิ่งต่างๆ และเก็บสะสมพวกมัน ผมได้รับอิทธิพลจากพี่ชายซึ่งมีความสนใจทางชีววิทยา พ่อแม่ของเราไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ และไม่ใช่แม้แต่ผู้ทรงภูมิปัญญา แต่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเพื่อขัดขวางหรือเปลี่ยนความสนใจของเรา พวกเขาอดทนและส่งเสริมงานอดิเรกที่หลากหลายให้เราได้ทำ ณ เวลาต่างๆ สิ่งหนึ่งที่เราต้องขอบคุณอย่างสุดใจสำหรับการที่พวกเขาไม่พยายามบอกเราว่า ชีวิตเราควรจะเป็นอะไร แม้ว่าผมจะทำได้ดีในวิชาวิทยาศาสตร์ แต่ผมก็ไม่ได้รับอิทธิพลมากพอจากการศึกษาในโรงเรียนมัธยมปลาย ผมมีครูที่ดีบางคน แต่ครูชีววิทยาของผมไม่ใช่หนึ่งในนั้น ผมจำเขาพร่ำเทศนาเราในวันหนึ่งอย่างชัดเจน “ดังนั้นคุณจะเห็นว่า, ดาร์วินผิด!” ใบหน้าสีแดงของเขา กับผมหงอกทรงเกรียนแบบทหาร จ้องเขม็งไปทั่วชั้นเรียนเพื่อค้นหาใครสักคนที่กล้าพอจะยกมือขึ้นตั้งคำถาม แน่นอนผมไม่กล้าแม้ว่าผมจะประหลาดใจในเวลานั้นว่าทำไม ดาร์วินถึงผิด ครูคนนั้นเป็นโค้ชมวยปล้ำและเป็นที่รู้กันดีกว่าเขาเป็นคนเลือดร้อนและขาดความอดทนต่อการโต้เถียง ผมสามารถให้เครดิตกับครูชีววิทยาคนนี้ที่เขาทิ่มแทงความสนใจที่กำลังเริ่มต้นของผมต่อทฤษฎีของดาร์วิน เนื่องจากในที่สุดผมก็ถูกฝึกฝนให้เป็นนักชีววิทยาจากความสนใจอันล้นเหลือที่มีต่อวิชานิเวศน์วิทยาเชิงวิวัฒนาการ สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือผมได้รับการจุดประกายก่อนหน้านั้นหลายปีโดยครูในสมัยเรียนอนุบาลของผม ผู้ซึ่งเขียนลงในสมุดพกของผมว่า “วาร์เรน ไม่สนใจเรียนใด นอกจากวิชาวิทยาศาสตร์”

โดยทั่วไป ผมเชื่อว่าการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมในครอบครัวมากกว่าภายในโรงเรียนมัธยม มีวิธีการมากมายที่ครอบครัวสามารถจัดสภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมความสนใจทางวิทยาศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือการให้เด็กๆมีอิสระรวมทั้งโอกาสในการได้ทำงานอดิเรกและกิจกรรมตามความสนใจ ครอบครัวที่ร่ำรวยหลายครอบครัวไม่ได้ให้โอกาสเหล่านั้น และพ่อแม่หลายคนขาดทัศนคติที่อดทนต่อการส่งเสริมการพัฒนาสติปัญญาตามอิสระ หลายบ้านอาจตกแต่งไปด้วยสิ่งของอันตระการตาที่ไม่สามารถแตะต้องได้ หรือบาร์ในห้องนั่งเล่นที่ประดับประดาไปด้วยวิสกี้หลากสีและขวดเครื่องดื่มมึนเมา รวมทั้งไม่มีหนังสือและนิตยสารที่จะกระตุ้นจินตนาการก็ปรากฏที่ใดเลย ไม่มีห้องให้เด็กๆ สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง หรือหลบหนีไปหลบซ่อน แน่นอนที่สุดการให้เด็กๆ มีอิสระทางวิทยาศาสตร์โดยสมบูรณ์ภายในบ้านอาจทำให้เกิดความเสี่ยงบางอย่าง นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีความทรงจำในวัยเยาว์ เกี่ยวกับการทดลองทางเคมีของพวกเขาที่ระเบิดขึ้นในห้องนอน ช่วงเวลาที่งูหลงเข้ามาบ้าน และเรื่องสยองขวัญทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ อีกวิธีหนึ่งที่ครอบครัวจะช่วยฝึกฝน หรืออย่างน้อยก็ไม่บั่นทอนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ก็คือ ไม่กดดันเด็กๆ ให้เดินไปในเส้นทางอาชีพที่ครอบครัวคิดว่ามั่นคง หรือแม้แต่บังคับให้เป็นนักวิทยาศาสตร์เสียเอง หากแต่ความสนใจในเรื่องใดๆ ของพวกเขาควรถูกส่งเสริม ผมทราบจากตัวอย่างของเพื่อน ผู้ร่วมงาน และเด็กๆ ของผมเอง ว่าคนเราจะประสบความสำเร็จมากที่สุดด้วยการทำในสิ่งที่ชอบและตัดสินใจด้วยตัวเอง ผมเคยเห็นหลายคนล้มเหลวและถูกกดดันเพราะพวกเขาทำในสิ่งที่พ่อแม่กดดันให้ทำและไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาอยากทำ นักวิทยาศาสตร์ก็เหมือนกับคนส่วนมาก ที่ไม่สามารถเข้าใจศักยภาพของตัวเองตราบจนที่พวกเขาได้ทำงานบนปัญหาตามที่พวกเขาสนใจ และสอดคล้องกับความสามารถของพวกเขาเอง

นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์มักไม่ได้ลงเอยในสาขาที่ตัวเองสนใจแต่เริ่มแรก ขณะที่พวกเขาก็ไม่มีทางรู้ว่าศักยภาพภายในและโอกาสของพวกเขาจะนำทางไปทิศทางใด นักสะสมแมลงรุ่นเยาว์อาจจบลงด้วยการเป็นนักชีววิทยาโมเลกุล ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Feynman) เมื่อครั้งยังเด็กเริ่มต้นจากความปรารถนาในวิชาปักษีวิทยา แล้วผันตัวไปทำงานด้านพันธุกรรมโมเลกุล ก่อนที่จะถูกส่งเข้าสู่สาขาที่เขามีอัจฉริยะภาพที่สุดอย่างฟิสิกส์ (ซึ่งเขาได้รับรางวัลโนเบลในสาขานี้) 

ผมได้รวบรวมความคิดว่าสภาพแวดล้อมใดที่ส่งเสริมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ แต่อะไรคือลักษณะที่นักวิทยาศาสตร์มี ที่ซึ่งแบ่งแยกพวกเขาออกจากคนอื่นๆ? เราสามารถจำแนกพวกเขาหรือปลูกฝังวิทยาศาสตร์ให้แก่พวกเขาตั้งแต่ยังเด็กหรือไม่? อะไรคืออัจฉริยะภาพทางวิทยาศาสตร์? มันคือสิ่งที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าลักษณะจิตใจที่ลึกลับบางอย่างหรือความสามารถในการวิเคราะห์ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันคิดว่าไม่มีความสามารถลึกลับอะไร แม้ว่ามันง่ายที่จะเชื่อว่าผู้ยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ต้องมีบางสิ่งครอบงำ ที่นักวิทยาศาสตร์ธรรมดาๆ ที่เหลือของเราขาดไป 
ต่อไปนี้คือตัวอย่างคุณลักษณะหรืออุปนิสัยที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีความสำคัญต่อการเริ่มต้นเป็นนักวิทยาศาสตร์
1. จิตใจแบบต่อต้าน หรือการไม่แยแสต่อสิ่งที่คนอื่นคิดต่อกับตัวเอง
2. ทัศนคติที่เต็มไปด้วยความสงสัย หรืออิสรภาพแห่งจิตใจต่อการตั้งคำถามต่อแนวคิดหรือความเชื่อที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
3. ความสามารถในการมีสมาธิอย่างแรงกล้าสำหรับโครงการหรือปัญหาระยะยาวหนึ่งๆ
4. ความสนใจอย่างแรงกล้าในธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์ นำไปสู่งานอดิเรก ความปรารถนาในการสำรวจและอ่านให้มากยิ่งขึ้น เป็นต้น

อุปนิสัยเหล่านี้พบได้บ่อยในเด็กอายุน้อยๆ แต่ไม่พบในเด็กขี้อายหรือเด็กที่ความสนใจกับความอยากรู้อยากเห็นถูกกดเอาไว้ อัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องมีสติปัญญาสูงเป็นพิเศษอย่างที่ถูกวัดโดย IQ แต่แค่มีระดับสติปัญญาสูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย ค่า IQ ที่สูงมากไม่ได้หมายความว่าความสามารถทางวิทยาศาสตร์หรือความคิดสร้างสรรค์จะสูงตามไปด้วย ไม่มีการทดสอบใดที่ออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถหรือศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ 
กรณีหนึ่งที่สามารถทำได้ การเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีมีสิ่งจำเป็นขั้นต้นนอกจากสมบัติที่บอกข้างต้นแล้ว ยังมี “การทำงานหนัก” “ความอดทนอย่างแน่วแน่” “การอ่านที่ดี” และ “จิตใจแบบพหูสูต” และ “โชคอีกเล็กน้อย” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบอย่างย่อๆ 

ความเข้าใจผิดยอดนิยมอีกประการหนึ่งเกี่ยวการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ก็คือ “การทำงานอย่างเอกเทศ” (a lonely activity) ที่ว่านักวิทยาศาสตร์มักทำงานไม่ขึ้นต่อกัน ในสถานที่ซึ่งห่างไกลจากผู้อื่น ความจริงแล้วไม่มีนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่คนใดที่จะประสบความสำเร็จได้ด้วยการทำงานคนเดียว วิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมเชิงสังคมเหมือนกับวิชาชีพอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องอภิปรายอย่างต่อเนื่องและทดสอบแนวคิดของพวกเขากับผู้อื่น วิทยาศาสตร์สมัยใหม่สัมพันธ์กับ “การทำงานเป็นหมู่คณะ” (teamwork) และ “ความร่วมมือ” (collaboration) ถึงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์ที่ดีพยายามจะคิดอย่างเป็นอิสระ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำงานอย่างอิสระต่อกัน มันจะช่วยได้มากหากมีความสง่างามในสังคมและความสามารถในการได้รับความเชื่อถือจากผู้อื่น นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นเพื่อทดสอบแนวคิดของพวกเขา เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินและตำแหน่งงาน เพื่อได้รับการวิจารณ์ต้นฉบับบทความและตีพิมพ์ ต้องเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ ตีพิมพ์หนังสือ และอื่นๆ อีกมากมาย

อุปนิสัยที่ประหลาดอย่างหนึ่งคือ นักวิทยาศาสตร์ที่ดีล้วนฝึกฝนคือความสามารถในการโต้เถียงอย่างเป็นมิตรกับผู้ร่วมงาน ผมจำได้ว่าในวิทยาลัย เห็นนักวิทยาศาสตร์สองท่านจากต่างสาขากำลังโต้เถียงอย่างเอาจริงเอาจังและทรงพลังเป็นเวลานานกว่าชั่วโมงระหว่างคาบบรรยายให้นักศึกษานั่งตะลึงงันไปทั้งชั้น หลังจากสิ้นสุดคาบบรรยาย พวกเขาก็ออกไปดื่มเบียร์ด้วยกัน พฤติกรรมนี้อาจสร้างความพิศวงให้กับผู้ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ แต่นี่เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ อย่างน้อยก็ในวัฒนธรรมตะวันตก 

มุมมองที่ผมนำเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า เด็กบางคนถูกจัดการล่วงหน้าให้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ซึ่งอาจจะเป็นพรสวรรค์เพียงบางส่วน และต้องการสภาพแวดล้อมทางสังคมอีกส่วนหนึ่งเพื่อทำให้ศักยภาพของพวกเขางอกงาม อนึ่ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่บ้าน สังคม และโรงเรียน เพื่อฟูมฟักความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เป็นที่ชัดเจนว่าความยากจนของครอบครัวอาจเป็นอุปสรรคหรือถ่วงการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ครูที่ดีและโรงเรียนที่ดีอาจช่วยพัฒนาวิทยาศาสตร์ แต่การเรียนแบบท่องจำและการให้ความสำคัญกับ “การอยู่ในโอวาทของผู้ที่เหนือกว่า” เป็นประเพณีในประเทศไทยและวัฒนธรรมตะวันออกที่จะขัดขวางการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 

เราควรจะส่งเสริมให้เกิดรายวิชาทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และขั้นสูงยิ่งขึ้นในโรงเรียนมัธยมหรือไม่? ผมไม่คิดว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างนักวิทยาศาสตร์ให้เก่งยิ่งขึ้น เนื่องจากการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในชั้นเรียนทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการซาบซึ้งผ่านการเรียนรู้ด้วยตัวเองนอกโรงเรียน หรือหลังจากจบการศึกษา ครูที่ดีมีความสำคัญกว่ารายวิชาขั้นสูง นอกจากนี้รายวิชาที่จำเป็นยิ่งกว่ากลับไม่ใช่รายวิชาทางวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นการพัฒนาทักษะทางภาษาและคณิตศาสตร์ สิ่งที่ขาดแคลนอย่างมากในโรงเรียนของไทยก็คือการสอนภาษาอังกฤษ นักเรียนไม่ได้เรียนทั้งโครงสร้าง และไวยากรณ์ หรือการออกเสียงที่ถูกต้อง ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ และหากไม่มีการพูด การอ่านและการเขียนที่ดี ผู้เรียนจบการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อาจจะเป็นครูที่ดีได้ แต่ไม่อาจจะเป็นนักวิจัยที่ประสบความสำเร็จ วิทยาศาสตร์กลายเป็นโลกาภิวัตต์อย่างสมบูรณ์ ทักษะการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษที่แย่เป็นปัญหาสำคัญหนึ่งเดียวที่นักศึกษาวิทยาศาสตร์ไทยระดับบัณฑิตวิทยาลัยเป็น นักวิทยาศาสตร์ไทยที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ ปัญหาเหล่านี้หยั่งรากมาตั้งแต่โรงเรียนประถมและมัธยม ที่ซึ่งมีครูจำนวนน้อยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับที่น่าพอใจ แน่นอนว่าความสามารถในทางคณิตศาสตร์สัมพันธ์โดยตรงกับความสำเร็จในหลายสาขาทางวิทยาศาสตร์ ความจำเป็นต่อการพัฒนาความสามารถในการไขปัญหาคณิตศาสตร์ได้รับการยอมรับและสนใจจากผู้พัฒนาหลักสูตร แต่ทักษะทางภาษาจำเป็นต้องสอนในโรงเรียนก่อน และเด็กๆ ยิ่งเรียนง่ายขึ้นในช่วงแรกๆ ของชีวิต 

การสถาปนา “โอลิมปิกวิชาการทางวิทยาศาสตร์” ระดับนานาชาติ ถูกตั้งเป้าหมายไว้ว่าเพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนโรงเรียนมัธยมและได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลไทย บ่อยครั้งที่นักเรียนไทยแสดงศักยภาพได้ดีในการแข่งขันด้วยการตอบปัญหาและได้รับรางวัล พวกเขากลายเป็นแบบอย่างให้นักเรียนคนอื่นๆทำตาม การจะทำได้ดีในการแข่งขันแบบนี้จำเป็นต้องใช้การเรียนแบบท่องจำ และการดึงข้อมูลออกมาใช้อย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่ความสามารถ แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ดีในด้านวิทยาศาสตร์หรือการส่งเสริมความสำเร็จในอาชีพวิทยาศาสตร์ก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียน การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการไม่ใช่ทั้งการทดสอบหรือการให้รางวัลกับศักยภาพที่สูงอันส่งผลต่อความสำเร็จในวงการวิทยาศาสตร์ ในทางตรงกันข้าม มันกลับให้เกิดความประทับใจอันผิดเพี้ยนต่อสิ่งที่วิทยาศาสตร์เป็น นอกจากนี้มันยังสร้างบรรยากาศการแข่งขันแบบชาตินิยมอันเป็นสิ่งแปลกปลอมในวงการวิทยาศาสตร์ วงการที่การแลกเปลี่ยนข่าวสารและความร่วมมือในระดับนานาชาติเป็นกำลังสำคัญต่อผลประโยชน์ของทุกคน แน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์ต่างก็แข่งขันกับผู้อื่นให้ได้มาก่อนซึ่งแนวคิดและเพื่อได้การยอมรับ และต้องไปให้ถึงจุดมุ่งหมายที่เหนือกว่านั้นซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นที่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วความร่วมมือมีความสำคัญกว่าการแข่งขันในวงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

แล้วเราควรจะทิ้งการแข่งขันโอลิมปิกวิทยาศาสตร์ไปหรือไม่? คำตอบคือไม่ แต่บางทีเราควรออกแบบการประชุมหรือการแข่งขันที่ส่งเสริมในเรื่องจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงและการทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติ ความร่วมมือเช่นนั้นจะจำเป็นต่อการออกแบบทางออกเพื่อไขปัญหาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพแวดล้อม หรือสังคม ด้วยจิตวิญญาณแห่งความร่วมไม้ร่วมมือ 

ผมยินดีเสนอแนวการแข่งขันที่ต่างออกไป ที่จะให้ผลสัมฤทธิ์ที่ใกล้เคียงกับกิจกรรมและความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง นักเรียนควรถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกต่างเชื้อชาติ แต่ละทีมจะได้รับปัญหาข้อหนึ่ง ซึ่งพวกเขาจะต้องออกแบบแผนการสืบค้นหรือวิจัย พวกเขาจะได้รับคำแนะนำที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหา และให้ความรู้พื้นฐาน แต่ละกลุ่มจะต้องสรุปความรู้ที่เกี่ยวข้องกัน แยกแยะประเด็นที่สำคัญเป็นกรอบนำทาง และออกแบบแผนการศึกษาและวิจัย พวกเขาจะต้องเขียนรายงานและนำเสนอด้วยการบรรยายเกี่ยวกับผลลัพธ์หรือคำตอบของพวกเขา ซึ่งจะได้รับการตั้งคำถามและตัดสินโดยเพื่อนๆ ของพวกเขาที่เข้าร่วมแข่งขัน ทีมที่ชนะจะถูกสร้างอุปนิสัยที่พัฒนาขึ้นในโลกวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ การแลกเปลี่ยนความรู้ การวิเคราะห์ ความมั่นใจ การร่วมมือ และ ทักษะการเขียนกับอ่านพูด มันจะเป็นทีมนานาชาติที่แท้จริงของนักเรียนจากทุกสารทิศ มีปัญหาระดับชาติและระดับโลกให้แก้อยู่มิขาด ซึ่งต้องการความชำนาญของนักวิทยาศาสตร์จากทุกถิ่นและทุกชาติ โดยข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีรายวิชาใดถูกออกแบบเพื่อฝึกนักเรียนมีศิลปะแห่งการร่วมมือ ภาวะผู้นำ การวิเคราะห์ปัญหาโลกที่แท้จริง หรือ ความสามารถในการคิดแบบองค์รวมโดยมองโลกทั้งโลก ในโลกแห่งความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์พัฒนาทักษะดังกล่าวด้วยตัวเองขณะทำงาน และหลังจากที่ได้รับการประสาทปริญญาในสาขาที่แคบและแยกย่อยของวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์หนุ่มสาวถูกบอกว่าวิทยาศาสตร์กุมทางออกของปัญหาสำคัญส่วนใหญ่ต่อสังคมและโลก แต่พวกเขาไม่ได้รับเครื่องมือในการค้นหา และวิธีการแก้ปัญหาที่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับหลายสาขาอันซับซ้อน

กิตติกรรมประกาศ
ผู้เขียนได้รับความปรารถนาที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์จากมารดา บิดาและพี่ชาย ผู้เขียนของแสดงความขอบคุณต่อทุกคนที่ได้มอบกำลังใจและคำแนะนำ
เอกสารอ้างอิง
1. Feist GJ (2006) The psychology of science and the origins of the scientific mind. New Haven CT: Yale University